รีวิว (Review) OPPO F7
ยอดสมาร์ทโฟนเซลฟี่ใหม่ล่าสุด ด้วยกล้องหน้า AI Selfie HDR 25 ล้านพิกเซล ผสานเทคโนโลยี AI Beauty 2.0 พร้อมกล้องหลัง AI Scene Recognition 16 ล้านพิกเซล, จอ FHD+ Super Full Screen 19:9 ไร้ขอบไซส์ยักษ์ 6.23 นิ้ว, ชิปเซ็ต Helio P60 Dual AI Core, Android 8.1 Oreo, เทคโนโลยี Dual 4G, ระบบ Face Unlock, RAM 4GB, ROM 64GB และแบตเตอรี่ 3400 mAh บนตัวเครื่อง Glossy สุดเงางาม ในราคาคุ้มค่าเพียง 10,990 บาท
Review
Date (25-เมษายน-2561)

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับการรีวิวสมาร์ทโนรุ่นเด็ดโดยทีมงานไทยโมบายเซ็นเตอร์ดอทคอม โดยในวันนี้จะคิวรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ OPPO อย่าง OPPO F7 ที่เพิ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัว OPPO F7 ในครั้งนี้ก็ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่เหล่าสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก
อันเนื่องมากจา OPPO F7 นั้นมีการปรับปรุง และพัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมหลายส่วนเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ตัวเครื่องที่ได้รับการออกดีไซน์ใหม่หมดจด, หน้าจอใหญ่ขึ้นกว้างขึ้น, กล้องถ่ายภาพมีความละเอียดสูงทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง พร้อมรองรับเทคโนโลยี AI Beauty 2.0 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด พร้อมฟีเจอร์สำหรับถ่ายภาพที่หลากหลาย, สเปกเครื่องที่อัปเกรดให้เร็วแรงมากกว่าเดิม ในราคาที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
สำหรับจุดขายหลักของ OPPO F7 จะเป็นในเรื่องของกล้องถ่ายภาพ โดยเฉพาะกล้องดิจิทัลด้านหน้าที่ได้รับการพัฒนาให้มีความละเอียดสูงขึ้นเป็น 25 ล้านพิกเซล (OPPO F5 20 ล้านพิกเซล) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพแบบ Sony IMX576 (Sensor HDR) พร้อมรูรับขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 และรองรับเทคโนโลยี
AI Beauty 2.0 ส่วนทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหลังจะมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.8 พร้อมรองรับไฟแฟลช LED และยังรองรับเทคโนโลยี AI Scene Recognition สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมติ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ซีนต่างๆ ได้ถึง 16 ซีน (F5 ไม่รองรับเทคโนโลยีนี้)

นอกจากจะอัปเกรดกล้องถ่ายภาพแล้วทางด้านหน้าจอแสดงผลก็ได้รับการอัปเกรดให้มีขนาดใหญ่ และคมชัดมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่ง OPPO F7 นั้นมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ In-Cell IPS Super Full Screen ความละเอียดระดับ FHD+ (2280x1080 พิกเซล) ขนาด 6.23 นิ้ว ในอัตราส่วน 19:9 (F5 ใช้หน้าจอความละเอียด 2160x1080 พิกเซล ขนาด 6 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9)
ทางด้านคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ก็ถือเป็นจุดขายของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวเครื่องใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Unibody พร้อมฝาหลังแบบ Glossy จึงทำให้ตัวเครื่องมีความสวยหรู เงางามเป็นพิเศษ, รองรับฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน, รองรับการโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน, รองรับฟังก์ชันการถนอมสายตา (Blue Light Filter), รองรับฟังก์ชัน Hold of distraction สำหรับเล่นเกม
และสนทนาไปพร้อมๆ กัน, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, ระบบสแกนใบหน้า (Speedy Facial Unlock), ถาดซิมการ์ดแบบ Triple-Slot Tray ซึ่งเป็น 3 ช่องอิสระ ที่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 1, ซิมการ์ดที่ 2 และการ์ดหน่วยความจำภายนอกได้พร้อมๆ กัน, รองรับระบบเสียงแบบ Dirac และแบตเตอรี่ขนาด 3400 mAh
ในส่วนของคุณสมบัติการประมวลผล ก็อัปเกรดมาให้ใหม่แบบจัดเต็ม โดยเฉพาะชิปเซ็ตที่เร็วแรงกว่าเดิมถึง 80% เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซ็ต MediaTek Helio P60 ความเร็วในการประมวลผล 2.0 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิกแบบ Mali-G72, หน่วยความจำภายในขนาด 64 GB, หน่วยความจำแรม ขนาด 4 GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 (มีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo)
โดย OPPO F7 เปิดตัวมาในราคาเพียง 10,990 บาท เท่านั้น! ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า OPPO F7 นั้นมีความน่าสนใจอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการออกแบบดีไซน์ที่มีความสวยหรูพรีเมียม พร้อมหน้าจอไร้ขอบไซส์ยักษ์ 6.23 นิ้ว, กล้องถ่ายภาพคมชัดทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง พร้อมรองรับเทคโนโลยี AI Beauty 2.0 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด และฟีเจอร์การใช้งานที่จัดเต็ม ในราคาที่คุ้มค่า ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร,
การออกแบบดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน กล้องจะถ่ายภาพได้สวยคมชัดสมคำร่ำลือหรือไม่ และฟีเจอร์ต่างๆ จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านไปชมรีวิว OPPO F7 พร้อมกันได้เลยครับ
รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO F7 มาในแพ็กเกจสีขาวที่ดูสะอาดตา

ซึ่งภายในกล่องก็มีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้ใช้งานอย่างครบครัน เริ่มตั้งแต่ เคสใส, คู่มือการใช้งาน, ใบรับประกัน

สาย microUSB, อะแดปเตอร์ และหูฟังแบบมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร

OPPO F7 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ In-Cell IPS Super Full Screen ความละเอียดระดับ FHD+ (2280x1080 พิกเซล) ขนาด 6.23 นิ้ว ในอัตราส่วน 19:9 โดยมีขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 156x75.3x7.8 มิลลิเมตร กับน้ำหนัก 158 กรัม

ซึ่งหน้าจอแสดงผลของ OPPO F7 นั้นมีพื้นที่ของหน้าจอมากถึง 88% ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมอย่าง OPPO F5 ถึง 16% เลยทีเดียว

ด้านหน้าส่วนบนประกอบไปด้วยกล้องดิจิทัลความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ซึ่งใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Sony IMX576 (Sensor HDR) พร้อมรูรับขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty 2.0, ลำโพงสำหรับการสนทนา, เซ็นเซอร์ Accelerometer ที่ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้ และเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน

ด้านหน้าส่วนล่างมีปุ่มการสั่งงานแบบ On Screen ได้แก่ ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ

ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวนขณะบันทึกเสียง หรือบันทึกวิดีโอ

ด้านล่างของตัวเครื่องมีลำโพงเสียงภายนอก, ช่องเชื่อมต่อกับสาย microUSB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ หรือโอนถ่ายข้อมูล, ไมโครโฟน และช่องเชื่อมต่อกับหูฟังแบบมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร

ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเปิด-ปิด เครื่อง หรือล็อกหน้าจอ และถาดใส่ซิมการ์ด

ซึ่งถาดใส่ซิมการ์ดของ OPPO F7 นั้นเป็นแบบ Triple-Slot Tray ซึ่งเป็น 3 ช่องอิสระ ที่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 1, ซิมการ์ดที่ 2 และการ์ดหน่วยความจำภายนอกได้พร้อมๆ กัน และที่สำคัญคือรองรับเทคโนโลยี Dual 4G หรือใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดอีกด้วย

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลด ระดับเสียง

ด้านหลังของตัวเครื่องมีกล้องดิจิทัลความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.8 พร้อมรองรับไฟแฟลช LED และยังรองรับเทคโนโลยี AI Scene Recognition สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมติ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ซีนต่างๆ ได้ถึง 16 ซีน นอกจากนี้ ที่ด้านหลังยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้ใช้งานอีกด้วย

นอกจากนี้ ตัวเครื่องของ OPPO F7 ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Unibody พร้อมฝาหลังแบบ Glossy จึงทำให้ตัวเครื่องมีความสวยหรู เงางามเป็นพิเศษ และยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3400 mAh
เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ
 
สำหรับ OPPO F7 นั้นขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS เวอร์ชัน 5.0 ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo โดยรองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด และสามารถรองรับอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ 4G LTE กับ 3G ได้ นอกจากนี้ ยังรองรับเทคโนโลยีการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่าย 4G (Voice over LTE) และที่สำคัญคือมีเทคโนโลยี Dual 4G ใส่มาให้ด้วย (ใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด)
 
มีหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4 GB พร้อมด้วยหน่วยความจำภายในขนาด 64 GB
 
อีกทั้งยังมีฟังก์ชันการแจ้งเตือนต่างๆ และสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันลัดได้หลากหลาย เช่น การเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือฟังก์ชันการถนอมสายตา (Blue Light Filter)
 
และยังมีบริการต่างๆ ให้ใช้งานอย่างครบครัน
 
 
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้าจอโฮมสกรีนได้ ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนธีม, การเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์, การนำวิดเจ็ตที่ต้องการใช้งานมาไว้ที่หน้าจอโฮมสกรีน และการเปลี่ยนเอฟเฟกต์ปลดล็อกหน้า

OPPO F7 ยังรองรับการเปิดให้แสดงภาพพื้นหลัง และแมกกาซีน ขณะอยู่บนหน้า Lockscreen
 
ทางด้านฟังก์ชันโทรศัพท์ก็มีหน้าตาที่สามารถใช้งานได้ และสามารถเข้าดูรายชื่อโทรศัพท์ทั้งหมดได้
 
และยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชัน "ศูนย์รักษาความปลอดภัย" ที่สามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวต่างๆ ได้ โดยผู้ใช้สามารถเคลียร์ข้อมูลขยะที่ไม่ได้ใช้ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บบันทึกข้อมูลเพิ่มมากขึ้น, การสแกนไวรัส หรือการกำหนดสิทธิ์เข้าใช้งาน
 
สำหรับอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้หลักๆ 2 แบบ คือ แบบรวมภาพถ่ายทั้งหมด กับแสดงแบบแยกอัลบั้ม
 
ทางด้านเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น และสามารถแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้ครบถ้วน
 

อีกหนึ่งความน่าสนใจบน OPPO F7 ก็คือสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันการเร่งความเร็วฮาร์ดแวร์ให้ทำงานประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เล่นเกมได้อย่างไหลลื่น เนียนตามากยิ่งขึ้นได้
 
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ใช้งานยังสามารถตั้งค่าในส่วนของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือได้ พร้อมทั้งรองรับการลงทะเบียนได้หลายลายนิ้วมือภายในเครื่องเดียวกัน หรือเลือกใช้กับการปลดล็อกเครื่อง, การเข้ารหัสแอปพลิเคชัน และการปกป้องไฟล์ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้อย่างรวดเร็วทันใจ

และที่พิเศษไปกว่านั้น คือระบบสแกนใบหน้า (Speedy Facial Unlock) ของ OPPO F7 ได้รับการอัปเกรดให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทั้งความแม่นยำในการจดจำ หรือความรวดเร็วในการปลดล็อก โดยตัวฟังก์ชันจะทำการสแกนใบหน้ามากถึง 128 จุด เพื่อเก็บรายละเอียดใบหน้าของผู้ใช้ ซึ่งมีประโยชน์ในการป้องกันผู้อื่นแอบอ้างเองภาพถ่ายของผู้ใช้มาทำการปลดล็อกเครื่อง เรียกได้ว่า ช่วยเพิ่มความปลอดภัยอีกหนึ่งขั้นเลยทีเดียว


อีกหนึ่งฟังก์ชันที่มาพร้อมกับ OPPO F7 คือ ฟังก์ชัน Hold of distraction (ห้ามรบกวน) เมื่อมีสายเรียกเข้าผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะรับสายหรือไม่ ถ้าหากกดรับสาย ตัวฟังก์ชันก็จะเปิดลำโพงเสียงภายนอกให้ทันทีเพื่อสนทนากับอีกฝ่าย โดยที่หน้าจอไม่สลับไปเป็นฟังก์ชันโทรศัพท์ ซึ่งผู้ใช้ก็ยังสามารถเล่นเกมต่อได้ และสนทนาไปพร้อมๆ กัน
 
นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน ส่วนทางด้านโคลนนิ่งแอปพลิเคชันก็สามารถใช้งานได้บน OPPO F7 ด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ใช้สามารถโคลนนิ่งแอปพลิเคชันไลน์ หรือ WhatsApp นั้นหมายว่าความว่าผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line ได้ พร้อมๆ กัน ถึง 2 แอคเคานท์

ผู้ใช้ยังสามารถใช้บริการฝากภาพถ่าย หรือรายชื่อโทรศัพท์ ได้ผ่านทางบริการของ OPPO Clound ซึ่งทาง OPPO ให้ใช้งานพื้นที่ได้แบบฟรีๆ ถึง 5 GB เลยทีเดียว
 
OPPO F7 ยังรองรับการสั่งงานด้วยท่าทางได้ ไม่ว่าจะเป็น เช่น เคาะที่หน้าจอแสดงผล 2 ครั้ง เพื่อปลุกการทำงานของเครื่อง, วาดตัว V เพื่อเปิดไฟฉาย และสามารถกำหนดรูปแบบการลากนิ้วแบบอื่นๆ เข้ากับการสั่งงานต่างๆ เพิ่มเติมได้เองอีกมากมาย
 
สามารถ เปิด-ปิด การสั่งงานด้วยนิ้วมือได้อีกหลายแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การใช้ 3 นิ้วเลื่อนขึ้น หรือลง เพื่อจับภาพหน้าจอ และการเปิดโหมดการใช้งานมือเดียวด้วยการใช้นิ้วเลื่อนจากมุมขวาล่าง หรือซ้ายล่าง ของหน้าจอ นอกจากนี้ ยังมีโหมดการโทรอัจฉริยะให้ใช้งานอีกด้วย
 
สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย และระบบดาวเทียม Beidou ของจีน โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 35 ดวง และมีค่าความแม่นยำอยู่ที่บวกลบ 3 เมตร (คลาดเคลื่อนไม่เกิน 3 เมตร) อย่างไรก็ดีคุณภาพของการจับสัญญาณอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่
 
มีเซ็นเซอร์พื้นฐานติดตั้งมาให้อย่างครบครัน และมี Gyroscope Sensor ให้ใช้งาน
 
ทางด้านแอปพลิเคชันสำหรับฟังเพลงก็มีให้ใช้งานบน OPPO F7 ด้วยเช่นกัน และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dirac ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย เช่น Pop หรือ Jazz (ระบบเสียง Dirac จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)
 
และยังมีแอปพลิเคชันสำหรับฟังวิทยุ FM ให้ใช้งาน


และยังสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD (1080p) ได้อย่างไหลลื่น และสามารถแสดงผลภาพได้เต็มความละเอียดของไฟล์วิดีโออีกด้วย
 
สำหรับ OPPO F7 มาพร้อมกับ ชิปเซ็ต MediaTek Helio P60 ความเร็วในการประมวลผล 2.0 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิกแบบ Mali-G72, หน่วยความจำภายในขนาด 64 GB, หน่วยความจำแรม ขนาด 4 GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 (มีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo)


ซึ่งจากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสามมิติ ก็พบว่า OPPO F7 นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น โดยไม่มีอาการหน่วง หรืออาการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องให้พบเจอ อีกทั้งยังสามารถแสดงผลภาพได้แบบเต็มอัตราส่วนอีกด้วย
 
และเมื่อนำ OPPO F7 มาทดสอบผ่านแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark พบว่าได้คะแนนอยู่ที่ 139217 คะแนน ส่วนการทดสอบผ่านแอปพลิเคชัน Geekbench4 พบว่าได้คะแนนอยู่ที่ 1529 คะแนน สำหรับการประมวลผลแบบ Single-Core และ 5837 คะแนน สำหรับการประมวลผลแบบ Multi-Core

OPPO F7 สามารถรองรับการสัมผัสได้สูงสุด 10 จุด
 
และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน Google Play Store
กล้องดิจิทัล ถ่ายภาพนิ่ง และถ่ายภาพวิดีโอ

สำหรับกล้องดิจิทัลด้านหน้า และด้านหลังของ OPPO F7 นั้นก็ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และรวมถึงการพัฒนา และปรับปรุงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่าง AI Beauty 2.0 ด้วยเช่นกัน โดยเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด ณ ปัจจบัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการประมวลผลภาพภาพถ่ายให้มีคมชัด และมีสีสันสมจริงมากที่สุด ทั้งในสภาวะแสงน้อย หรือในสภาวะแสงจ้า นอกจากนี้ กล้องดิจิทัลด้านหลังยังรองรับเทคโนโลยี AI Scene Recognition สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมัติ
ซึ่งสามารถวิเคราะห์ซีนต่างๆ ได้ถึง 16 ซีน โดยเบื้องหลังของความชาญฉลาดนี้ก็คือหน่วยประมวลผล AI แบบคู่ (Dual AI Cores) ซึ่งมีเฉพาะในชิปเซ็ต Helio P60 นี้เท่านั้น

และที่พิเศษไปกว่านั้น เจ้า AI บน OPPO F7 นั้น ยังสามารถเรียนรู้การถ่ายภาพของผู้ใช้ได้ (AI Learning) อีกด้วย ซึ่งสมมติว่าผู้ใช้ถ่ายภาพเซลฟี่ พร้อมปรับค่าหน้าสวยเป็นประจำ โดย AI บน OPPO F7 ก็จะจดจำค่าดังกล่าว เมื่อผู้ใช้เปิดกล้องถ่ายภาพด้านหน้าขึ้นมา เจ้า AI ก็จะทำการปรับค่าที่เราใช้งานบ่อยให้ทันที เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากขึ้น แถมยังช่วยให้ถ่ายภาพได้รวดเร็วมากขึ้นอีกด้วย
 
สำหรับ Interface กล้องถ่ายภาพด้านหลังบน OPPO F5 ก็มีหน้าตาที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมแสดงไอคอนฟังก์ชันไว้ให้เลือกใช้งานได้ทันที ได้แก่ ไฟแฟลช LED, ฟังก์ชัน HDR, ฟังก์ชัน Bokeh, โหมด Vivid, การตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพ และการเลือกสัดส่วนของภาพถ่าย และมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย เช่น โหมดถ่ายภาพปกติ, โหมดถ่ายภาพพาโนราม่า, โหมด AR Stickers และโหมดถ่ายภาพโปร
 
ซึ่งจากข้อมูลที่กล่าวไปในข้างต้นจะเห็นได้ว่าบน OPPO F7 นั้นมีโหมดถ่ายภาพแบบใหม่เพิ่มเข้ามา 2 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Vivid Mode ซึ่งจะช่วยในการเร่งสีสันให้ภาพถ่ายที่ได้ดูมีสีสันสดใสเพิ่มมากขึ้น ส่วนทางด้านโหมด AR Stickers นั้นจะมีสติ๊กเกอร์ให้เลือกใช้งานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะมาเพิ่มความสนุกสนานให้กับการถ่ายภาพของผู้ใช้นั่นเอง (ทั้ง 2 โหมดนี้มีให้ใช้ทั้งกล้องดิจิทัลด้านหน้า และด้านหลัง)

อีกหนึ่งความพิเศษบนกล้องดิจิทัลด้านหลังคือ รองรับเทคโนโลยี AI Scene Recognition (สังเกตที่ไอคอนด้านขวาบนของหน้าจอ) สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ซีนต่างๆ ได้ถึง 16 ซีน ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพอาหาร, ถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก, ถ่ายภาพสัตว์เลี้ยง หรือถ่ายภาพในร่ม เป็นต้น
 
สำหรับโหมดถ่ายภาพโปรนั้นสามารถปรับค่าเพื่อถ่ายได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไวท์บาลานซ์, การชดเชยแสง, ISO หรือความเร็วชัตเตอร์ นอกจากนี้ ยังมีโหมดถ่ายภาพหน้าสวยให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปรับค่าผิวเนียนได้มากถึง 6 ระดับ
 
นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียดระดับ Full HD (1080p) และมีโหมดถ่ายวิดีโอ Time-Lapse ให้ใช้งานด้วยเช่นกัน และที่พิเศษไปกว่านั้น คือ ในขณะที่ถ่ายวิดีโอผู้ใช้สามารถปรับค่าผิวเนียนได้
 
ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าก็มี Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกับกล้องดิจิทัลด้านหลัง พร้อมแสดงไอคอนฟังก์ชันไว้ให้เลือกใช้งานได้ทันที ได้แก่ ไฟแฟลช LED, ฟังก์ชัน HDR, ฟังก์ชัน Bokeh, โหมด Vivid, การตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพ และการเลือกสัดส่วนของภาพถ่าย และมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย เช่น โหมดถ่ายภาพปกติ, โหมดถ่ายภาพพาโนราม่า และโหมดถ่ายภาพโปร

สำหรับโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) นั้นมีความสามารถในการตรวจจับลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานได้กว่า 296 จุด ทำให้แม้ว่าจะถ่ายภาพเซลฟี่เป็นกลุ่ม หรือถ่ายภาพเซลฟี่แบบไม่เต็มหน้า ระบบ AI Beauty 2.0 ก็ยังสามารถตรวจจับใบหน้า และนำไปปรับแต่งให้เหมาะสมกับตัวแบบได้ และสามารถเลือกปรับค่าผิวเนียนได้มากถึง 6 ระดับเลยทีเดียว
 
โดยกล้องดิจิทัลด้านหน้าก็มีโหมดถ่ายภาพแบบใหม่เพิ่มเข้ามา 2 โหมด เช่นเดียวกับกล้องดิจิทัลด้านหลัง ได้แก่ Vivid Mode ซึ่งจะช่วยในการเร่งสีสันให้ภาพถ่ายที่ได้ดูมีสีสันสดใสเพิ่มมากขึ้น ส่วนทางด้านโหมด AR Stickers นั้นจะมีสติ๊กเกอร์ให้เลือกใช้งานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะมาเพิ่มความสนุกสนานให้กับการถ่ายภาพของผู้ใช้นั่นเอง (ทั้ง 2 โหมดนี้มีให้ใช้ทั้งกล้องดิจิทัลด้านหน้า และด้านหลัง)
 
นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียดระดับ Full HD (1080p) ซึ่งอีกหนึ่งความพิเศษสำหรับโหมดถ่ายภาพวิดีโอบน OPPO F7 คือ สามารถปรับค่าผิวเนียนขณะบันทึกวิดีโอได้ และมีโหมดถ่ายวิดีโอ Time-Lapse ให้ใช้งาน และที่พิเศษไปกว่านั้น คือ ในขณะที่ถ่ายวิดีโอผู้ใช้สามารถปรับค่าผิวเนียนได้
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่องความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล ของ OPPO F7

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 3

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 6

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 3 และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 6 และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 3, เปิดใช้งานโหมด Vivid และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 3 และเปิดใช้งานฟังก์ชันสติ๊กเกอร์

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ ในสภาวะแสงน้อย
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ผ่านโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) ของ OPPO F7
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายปกติ พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน HDR
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าผิวเนียนแบบอัตโนมัติ
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าผิวเนียนระดับ 3
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าระดับ 6
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าผิวเนียนระดับ 3 และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าผิวเนียนระดับ 6 และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าผิวเนียนแบบอัตโนมัติ, เปิดใช้งานโหมด Vivid และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าแบบอัตโนมัติ
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าแบบอัตโนมัติ และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้
 
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย (AI Beauty 2.0) พร้อมปรับค่าผิวเนียนระดับ 6, เปิดใช้งานโหมด Vivid และเปิดใช้งานฟังก์ชันโบเก้
สรุปผลการทดสอบของ OPPO F7

นับว่าเป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่มีจุดเด่น และความสามารถหลากหลายเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ตัวเครื่องที่เป็นดีไซน์ใหม่หมดจด ซึ่งออกแบบมาได้สวยหรูพรีเมียมเป็นอย่างมาก, กล้องถ่ายภาพที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI จึงช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น, สเปกเครื่องที่เร็วแรงขึ้นกว่ารุ่นเดิม ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ ได้อย่างไหลลื่น และมีราคาวางจำหน่ายที่ใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้
โดยจุดเด่นที่สุดของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของกล้องถ่ายภาพ โดยเฉพาะกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ซึ่งใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Sony IMX576 (Sensor HDR) พร้อมรูรับขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 ที่ตอบโจทย์ด้านการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี อีกทั้งภาพถ่ายที่ได้ก็มีความคมชัด สีสันสมจริง และด้วยความที่เป็น Sensor HDR จึงช่วยถ่ายภาพได้คมชัด สีสันสมจริง แม้ในสภาวะแสงน้อย ส่วนทางด้านโหมดถ่าย
าพหน้าสวยเวอร์ชันใหม่ล่าสุด (AI Beauty 2.0) ก็ตอบโจทย์ด้านการถ่ายภาพได้ดีขึ้นกว่า ซึ่งภาพถ่ายที่ได้ก็ดูเนียนตาอย่างเป็นธรรมชาติ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ ยังมีความชาญฉลาดที่สามารถปรับค่าให้เหมาะสมกับเพศของผู้ถูกถ่ายภาพได้อีกด้วย
ส่วนกล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.8 พร้อมรองรับไฟแฟลช LED ก็สามารถตอบโจทย์ด้านการถ่ายภาพได้ดีไม่แพ้กัน อีกทั้งยังมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย โดยภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิทัลด้านหลังก็ถือว่ามีความคมชัดไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี AI Scene Recognition สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่าย
าพได้หลากหลายมากขึ้นได้

ทางด้านการออกแบบดีไซน์ตัวเครื่องแบบใหม่ของ OPPO F7 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน และด้วยความที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Unibody พร้อมฝาหลังแบบ Glossy จึงทำให้ตัวเครื่องมีความสวยหรู เงางามเป็นพิเศษ อีกทั้งยังพกพาไปใช้งานตามสถานที่ หรือสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว อันเนื่องมาจากตัวเครื่องของ OPPO F7 นั้นมีความบางฉียบเพียง 7.8 มิลลิเมตร
นอกจากในเรื่องของกล้องถ่ายภาพ กับดีไซน์การออกแบบแล้ว ทางด้านหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ In-Cell IPS Super Full Screen ความละเอียดระดับ FHD+ (2280x1080 พิกเซล) ขนาด 6.23 นิ้ว ในอัตราส่วน 19:9 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยความที่ OPPO F7 มีหน้าจอที่ใหญ่ และมีพื้นที่หน้าจอแสดงผลเพิ่มมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดของตัวเครื่อง จึงทำให้สามารถรับชมคอนเทนท์ต่างๆ ได้อย่างเต็มตา
เช่น ภาพยนตร์ หรือเล่นเกม
ในส่วนของคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับราคาค่าตัว ไม่ว่าจะเป็น รองรับฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน, รองรับการโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน, รองรับฟังก์ชันการถนอมสายตา (Blue Light Filter), รองรับฟังก์ชัน Hold of distraction สำหรับเล่นเกม และสนทนาไปพร้อมๆ กัน, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, ระบบสแกนใบหน้า (Speedy Facial Unlock), ถาดซิมการ์ดแบบ Triple-Slot
Tray ซึ่งเป็น 3 ช่องอิสระ ที่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 1, ซิมการ์ดที่ 2 และการ์ดหน่วยความจำภายนอกได้พร้อมๆ กัน, รองรับระบบเสียงแบบ Dirac และแบตเตอรี่ขนาด 3400 mAh

สำหรับคุณสมบัติด้านการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซ็ต MediaTek Helio P60 ความเร็วในการประมวลผล 2.0 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิกแบบ Mali-G72, หน่วยความจำภายในขนาด 64 GB, หน่วยความจำแรม ขนาด 4 GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 (มีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo) ซึ่งจากทดสอบทั้งการเล่นเกมที่มีการฟิกแบบสามมิติ หรือชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงระดับ Full HD (1080p) OPPO F7
ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่นโดยไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุกให้พบเจอ อีกทั้งยังไม่มีการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องอีกด้วย เรียกได้ว่า ตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ ได้ดี ไม่แพ้สมาร์ทโฟนแบรนด์คู่แข่งที่มีระดับราคาใกล้เคียงกันเลยก็ว่าได้
และจากการทดสอบทั้งหมดที่ผ่านก็พอที่จะสรุปได้ว่า OPPO F7 น่าจะเหมาะกับผู้ที่รักการถ่ายเซลฟี่ตัวจริง ซึ่งกำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องดิจิทัลด้านหน้าสุดชาญฉลาด ที่ถ่ายภาพได้สวยคมชัดดูเป็นธรรมชาติ, ดีไซน์สวยหรูบางเฉียบ พกพาสะดวก, สเปกเครื่องที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดีทุกรูปแบบอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีฟีเจอร์ให้ใช้งานหลากหลาย ในราคาที่จับต้องได้ไม่ยาก ซึ่ง OPPO F7 ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม และหากท่านใดที่สนใจก็สามารถเป็นเจ้าของ OPPO F7 ได้แล้ววันนี้ (เริ่มจำหน่ายวันที่
25 เมษายน 2561) ที่ OPPO Brand Shop หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ในราคาคุ้มค่าเพียง 10,990 บาท โดยมี 3 สีให้เลือกได้แก่ Solar Red, Moonlight Silver และ Diamond Black
ส่วนท่านใดที่ต้องการใช้งานหน่วยความจำที่มากขึ้น ก็มีอีกหนึ่งตัวเลือกคือ OPPO F7 128GB (ROM 128GB+RAM 6GB) ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 14,990 บาท และจะเริ่มวางจำหน่ายตามมาในวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 โดยมี 2 สีให้เลือกได้แก่ Solar Red และ Diamond Black
สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO F7 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ
จุดเด่นของ OPPO F7
- ตัวเครื่องใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Unibody พร้อมฝาหลังแบบ Glossy จึงทำให้ตัวเครื่องมีความสวยหรู เงางามเป็นพิเศษ และมีความบางเฉียบเพียง 7.8 มิลลิเมตร
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor) ที่ด้านหลัง และระบบจดจำใบหน้า (Speedy Facial Unlock) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าใช้งานเครื่อง และการเข้าถึงข้อมูลภายใน
- จอแสดงผลแบบ In-Cell IPS Super Full Screen Display ความละเอียดระดับ FHD+ (2260x1080 พิกเซล) ขนาด 6.23 นิ้ว ในอัตราส่วน 19:9 พร้อมหน่วยประมวลผลภาพกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Mali-G72
- รองรับฟังก์ชันถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้า
- รองรับการสั่งงานด้วยท่าทาง
- รองรับฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน
- รองรับฟังก์ชัน Hold of distraction สำหรับเล่นเกม และสนทนาไปพร้อมๆ กัน
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio P60 ความเร็วในการประมวลผล 2.0 GHz ซึ่งมาพร้อมหน่วประมวลผล AI แบบคู่ (Dual AI Cores)
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 (มีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo)
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 64 GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash)
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 4 GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/1.8, เทคโนโลยี AI Scene Recognition พร้อมไฟแฟลช LED และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p)
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 และใช้งานเซ็นเซอร์รับภาพแบ Sony IMX576 (Sensor HDR) พร้อมรองรับเทคโนโลยี AI Beauty 2.0, รองรับฟังก์ชันโบเก้ และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p)
- ถาดสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot Tray ซึ่งเป็น 3 ช่องอิสระ ที่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 1, ซิมการ์ดที่ 2 และการ์ดหน่วยความจำภายนอกได้พร้อมๆ กัน
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, WiFi, EDGE และ GPRS
- รองรับเทคโนโลยี Dual 4G (ใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด)
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง)
- รองรับระบบเสียง Dirac (ผู้ใช้จะต้องเชื่อมต่อกับหูฟังเสียก่อนถึงจะสามารถเปิดใช้งานระบบเสียงได้)
- ชนิดแบตเตอรี่แบบ Li-Ion ขนาด 3400 mAh
- มี 3 สีมาตรฐานให้เลือกได้แก่ แดง-Solar Red, เงิน-Moonlight Silver และ ดำ-Diamond Black
- ราคา 10,990 บาท
จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO F7
- ตัวเครื่องเป็นสีแบบมันวาว จึงทำให้เกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย
- กล้องถ่ายภาพด้านหลังยังไม่ใช่กล้องคู่
โปรดทราบ
* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *
สรุปคุณสมบัติเครื่อง
ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติโดยละเอียด (สเปก) และราคาของ OPPO F7 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคาของ OPPO F7 64GB
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคาของ OPPO F7 128GB
title="Sony Xperia ZL Specification">

:: ไปหน้าแรกเว็บไซต์ Thaimobilecenter
| ไปหน้าแรก
Mobile Focus ::
|