ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 04/04/2025


พรีวิว POCO F7 Pro | F7 Ultra สมาร์ตโฟนทรงพลังที่สุดของค่าย แรงระดับเรือธง ฟีเจอร์ AI พร้อมใช้ ในราคาแค่ครึ่งเดียว เริ่มเพียง 15,990 บาท

 

ก่อนหน้านี้ทุกท่านก็คงจะได้ติดตามการ Hands On จับเครื่องจริง POCO F7 Series ในเบื้องต้นกันไปแล้วจากงานเปิดตัว ทั้ง POCO F7 Pro และ POCO F7 Ultra ซึ่งในปีนี้ POCO ยกระดับให้ POCO F Series มีความพรีเมียมมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวรุ่น Ultra เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเข้าถึงประสบการณ์ในระดับเรือธงมากขึ้น โดยมีการเปิดตัวแบบ Global อย่างยิ่งใหญ่ถึงประเทศสิงคโปร์ ซึ่งทีมงาน Thaimobilecenter ของเราก็มีโอกาสได้เข้าร่วมงานนี้เช่นกัน และหลังจากเปิดตัวเราก็ได้นำเอาสมาร์ตโฟนทรงพลังทั้ง 2 ทั้งรุ่นนี้มาลองใช้งานอยู่ราว 2-3 วัน ดังนั้นในวันนี้เราจึงขอแวะมาพรีวิวให้ทุกท่านที่สนใจได้ทราบกันว่า POCO F7 Series นั้นมีความน่าสนใจอย่างไร แตกต่างกันตรงจุดใด รุ่นไหนเหมาะกับใคร และมีราคาเท่าไหร่ ไปติตดามกันได้เลยครับ

 

ดีไซน์ภายนอก

เริ่มกันที่ดีไซน์ภายนอก โดย POCO F7 Series นั้นได้ถูกปรับโฉมดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเห็นว่าโดยรวมทั้ง 2 รุ่นนั้นมาในเลย์เอาต์เดียวกันราวกับคลอดตามกันมา ในขณะที่รุ่นก่อนหน้านี้อย่าง POCO F6 กับ POCO F6 Pro นั้นมีดีไซน์ที่แตกต่างกันชัดเจน นั่นคือที่ด้านหลังตัวเครื่องจะแบ่งออกแบบ 2 ส่วนคือส่วนบนที่มีพื้นผิวแบบมันวาว ตัดกับส่วนล่างที่มีพื้นผิวแบบด้าน ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถลดปัญหาเรื่องรอยนิ้วมือ หรือคราบเปื้อนต่าง ๆ ได้ดี โดยจะมีกระจกคุณภาพสูงครอบทับที่ฝาหลัง กับกรอบตัวเครื่องที่ผลิตจากโลหะ

 

ส่วนมอดูลกล้องดีไซน์แบบวงแหวนจะถูกจัดวางไว้ในฝั่งซ้าย พร้อมไฟแฟลช LED ทรงแคปซูลเรียวยาวที่ฝั่งขวา นอกจากนี้คุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นนั้น ทั้ง 2 รุ่นต่างก็อยู่ในระดับ IP68 เช่นเดียวกัน ซึ่งตามข้อมูลคือผ่านการทดสอบการจุ่มลงในน้ำจืดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวได้ลึก 2.5 เมตร เป็นเวลาสูงสุด 30 นาที

 

แต่ก็จะมีความแตกต่างกันในบางจุด อย่างแรกที่เห็นได้ชัดก็เช่นขอบที่ด้านหลังตัวเครื่องของ POCO F7 Ultra นั้นจะมีความโค้งมนมากกว่า สามารถจับถือได้เข้ามือมากกว่า

 

ต่อมาคือวงแหวนของมอดูลกล้อง หากเป็น POCO F7 Ultra จะเป็นสีทองแดง จึงดูมีความพรีเมียมมากกว่า รวมทั้งหากสังเกตดี ๆ เลนส์กล้องด้านในของ POCO F7 Ultra จะมีอยู่ 3 เลนส์ ซึ่งต่างจากตัว POCO F7 Pro ที่มีอยู่เพียง 2 เลนส์

 

ด้านมิติของตัวเครื่องก็มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย โดย POCO F7 Pro จะมีขนาดอยู่ที่ 160.26x74.95x8.12 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนัก 206 กรัม ส่วน POCO F7 Ultra จะมีขนาดอยู่ที่ 160.26x74.95x8.39 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนัก 212 กรัม ซึ่งจะเห็นว่า POCO F7 Pro นั้นมีความบางเฉียบกว่า และเบากว่าเล็กน้อย

 

ความแตกต่างอีกอย่างก็คือสีสันของตัวเครื่อง โดย POCO F7 Pro จะมีให้เลือกมากกว่าที่ 3 สี ได้แก่ Black, Silver และ Blue

 

ส่วน POCO F7 Ultra จะมีให้เลือกเพียง 2 สี ได้แก่ Yellow และ Black ดังนั้นหากเห็นใครถือเครื่อง POCO F7 Series สีเหลืองก็จะรู้ได้ทันทีว่านั่นคือรุ่น Ultra

 

จอแสดงผล

สำหรับจอแสดงผลของทั้ง 2 รุ่นนั้นจะมีคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกัน, มีขนาดเท่ากัน และมีดีไซน์แบบเจาะรูกล้องวงกลมตรงกลางเช่นกันกัน นั่นคือใช้จอแบบ 2K 120Hz Flow AMOLED DotDisplay ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ WQHD+ (3200x1440 พิกเซล) พร้อมค่า Contrast Ratio ที่ 5,000,000:1, ความสว่างสูงสุด 3200 nits, อัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz, อัตราการตอบสนองต่อระบบสัมผัสสูงสุด 2560Hz (โหมด Game Turbo), ความลึกสี 68 พันล้านสี (12-bit), การหรี่แสงแบบ PWM Dimming สูงสุด 3840Hz, การปรับความสว่างอัตโนมัติ 16,000 ระดับ, เทคโนยีการถนอมสายตาแบบ Circular Polarization และรองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ Dolby Vision กับ HDR10+

 

ส่วนขอบจอด้านซ้าย-ด้านขวาก็มีความบางเฉียบเพียง 1.6 มิลลิเมตร และขอบจอด้านบน-ด้านล่างก็มีความบางเฉียบเพียง 1.9 มิลลิเมตร

เพียงแต่กระจกที่มาครอบทับหน้าจอนั้นจะมีความแตกต่างกัน โดย POCO F7 Pro จะครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 7i ส่วน POCO F7 Ultra จะครอบทับด้วยกระจก POCO Shield Glass ซึ่งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการของ POCO เองพบว่าสามารถต้านทานแรงกระแทกได้ดีกว่าถึง 20 เท่าเมื่อเทียบกับ POCO F7 Pro

อีกจุดเล็ก ๆ ที่มีเฉพาะในรุ่น F7 Ultra ก็คือฟีเจอร์ AI Glove Touch ซึ่งช่วยรักษาความไว หรือความแม่นยำต่อการสัมผัสที่ดีเยี่ยมไว้ได้แม้ต้องใช้งานขณะสวมถุงมือ ด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับ และการรับรู้ด้วย AI รวมทั้งสามารถจัดการกับน้ำ, น้ำมัน และสิ่งสกปรกบนนิ้วมือได้ด้วย

 

เรื่องระบบการสแกนลายนิ้วมือทั้ง 2 รุ่นต่างก็อัปเกรดมาเป็นแบบ Ultrasonic ซึ่งสามารถปลดล็อกหน้าจอได้เร็วกว่าเซนเซอร์แบบ Optical ในรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง POCO F6 Pro อยู่ราว 40%

 

การประมวลผล และประสิทธิภาพ

จุดขายสำคัญของ POCO F7 Series ก็คือประสิทธิภาพด้านการประมวลผล โดยในด้านของ POCO F7 Ultra นั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ตที่เร็วแรงที่สุดในฝั่งแอนดรอยด์ขณะนี้ นั่นคือ Snapdragon 8 Elite ที่ใช้กระบวนการผลิตระดับ 3nm ซึ่งเมื่อเทียบกับชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 3 แล้วก็จะมีประสิทธิภาพของ CPU ดีกว่า 45%, GPU ดีกว่า 44% และ AI ดีกว่า 105% (ทดสอบโดย POCO Internal Labs) รวมทั้งมีการใช้พลังงานลดลงด้วย ซึ่งทาง POCO เคลมคะแนน AnTuTu ไว้สูงถึง 2,843,461 คะแนนเลยทีเดียว

 

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ POCO F7 Ultra ยังมาพร้อมกับชิปเซ็ต VisionBoost D7 สำหรับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกราฟิกโดยเฉพาะ ซึ่งรองรับฟีเจอร์ Dual-Core Visuals (ใช้งานได้เฉพาะ YouTube กับ Netflix), เฟรมเรตสูงสุด 120FPS, การเพิ่มความละเอียดจากกราฟิกต้นฉบับด้วย 2K Super Resolution และ GAME HDR

 

ส่วนในด้านของ POCO F7 Pro ก็ถือว่าเร็วแรงเกินพอสำหรับทุกการใช้งาน ด้วยชิปเซ็ตอดีตตัวท็อปอย่าง Snapdragon 8 Gen 3 ที่ใช้กระบวนการผลิตระดับ 4nm ซึ่งทาง POCO เคลมคะแนน AnTuTu ไว้ที่ 2,093,203 คะแนน โดยถ้าหากเทียบประสิทธิภาพกับชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 2 ก็จะมี CPU ดีกว่า 32%, GPU ดีกว่า 34% (ทดสอบจากห้องปฏิบัติการภายในของ POCO) และ AI ดีกว่า 98% รวมทั้งมีการบริโภคพลังงานที่น้อยกว่า

 

นอกจากนี้ POCO F7 Series ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ WildBoost Optimization ที่ใช้เทคนิคของการปรับแต่งซอฟต์แวร์ขั้นสูงด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ CPU และ GPU สำหรับการเล่นเกม ซึ่งช่วยให้เฟรมเรตที่เสถียรมากขึ้น

 

รวมทั้งรองรับการเรนเดอร์ความละเอียดสูงแบบ 2K Super Resolution ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดให้มากกว่าภาพต้นฉบับ (ปัจจุบันรองรับเฉพาะเกม Genshin Impact), ฟีเจอร์ Smart Frame Rate ที่แทรกเฟรมได้สูงสุด 120FPS, การควบคุมที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น, มีเอฟเฟกต์เสียงที่แม่นยำมากขึ้น และใช้พลังงานต่ำกว่า

เรื่องความร้อนก็หายห่วง เพราะ POCO F7 Series นั้นใช้เทคโนโลยี LiquidCool 4.0 ซึ่งมาพร้อมระบบ 3D Dual-Channel IceLoop เป็นครั้งแรก ที่มีการเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างท่อความร้อนแบบวงจร กับ SoC (System on Chip) ให้ใหญ่ถึง 5400 ตารางมิลลิเมตร จึงช่วยให้อุณหภูมิของ SoC ลดลงได้สูงสุด 3°C อีกทั้งยังมาพร้อมเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ 15 จุด (F7 Ultra) หรือ 12 จุด (F7 Pro) กับระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ และช่วยควบคุมอุณหภูมิได้อย่างชาญฉลาด

 

ในเรื่องของหน่วยความจำ ทั้งคู่ต่างก็ใช้หน่วยความจำ ROM แบบ UFS 4.1 และใช้หน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR5X ซึ่งมีประสิทธิภาพด้านการโอนถ่ายข้อมูลที่สูง จึงทำงานร่วมกับชิปเซ็ตแรง ๆ ข้างต้นได้เป็นอย่างดี

 

ส่วนในด้านซอฟต์แวร์นั้น POCO F7 Series นั้นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS 2 ใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาอยู่บน Android 15 ตั้งแต่แกะกล่อง ซึ่งในด้าน UX/UI ก็จะมาในแนวเดียวกับรุ่นล่าสุดของ Xiaomi กับ Redmi โดยสามารถทำงานได้รวดเร็วลื่นไหลขึ้น และฉลาดขึ้น อีกทั้งภายในก็มีฟีเจอร์ล้ำ ๆ มากมาย ทั้ง Xiaomi HyperCore, Xiaomi HyperAI และ Xiaomi HyperConnect

 

กล้องถ่ายภาพ และวิดีโอ

สำหรับกล้องถ่ายภาพของ POCO F7 Series นั้นมาพร้อมกับแพลตฟอร์มการถ่ายภาพเชิงคำนวณด้วย AI เป็นครั้งแรกที่เรียกว่า POCO AISP ซึ่งอาศัยเทคนิคการรวมพลังการประมวลผลของ CPU, GPU, NPU และ ISP เข้ากับการทำงานของ Xiaomi HyperOS เรียกว่าเป็นการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์แบบไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ดีในส่วนของฮาร์ดแวร์กล้องระหว่าง POCO F7 Pro กับ POCO F7 Ultra นั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดย F7 Pro นั้นมากับชุดกล้องหลัง 2 ตัว (Dual Camera) ส่วน F7 Ultra นั้นมากับชุดกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ดังนี้

 

ชุดกล้องหลัง 2 ตัว (Dual Camera) ของ POCO F7 Pro ประกอบด้วย

- กล้องหลัก (Wide : Main) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Light Fusion 800 ขนาด 1/1.55 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 2.0 ไมครอน (4-in-1 Super Pixel), รูรับแสงขนาด f1.6, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Multi-Directional PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2

 

ชุดกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ของ POCO F7 Ultra ประกอบด้วย

- กล้องหลัก (Wide : Main) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Light Fusion 800 ขนาด 1/1.55 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 2.0 ไมครอน (4-in-1 Super Pixel), รูรับแสงขนาด f1.6, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Multi-Directional PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Floating Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.76 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.64 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.0, ทางยาวโฟกัส 60 มิลลิเมตร (2.5x Optical Zoom), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Multi-Directional PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.42 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.64 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2 และทางยาวโฟกัส 15 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 120°)

ส่วนการบันทึกวิดีโอของกล้องหลังนั้นรองรับได้สูงสุดที่ความละเอียดระดับ 8K (24fps) กับ 4K (60fps) เท่ากันทั้ง 2 รุ่น

 

อีกจุดที่แตกต่างกันก็คือ กล้องหน้าของ F7 Ultra จะมีความละเอียดสูงกว่าที่ 32 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.42 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.64 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.0 และทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร ส่วนกล้องหน้าของ F7 Pro จะมีความละเอียดน้อยกว่าที่ 20 ล้านพิกเซล

 

ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่ากล้องหลักของ F7 Pro กับ F7 Ultra นั้นใช้กล้อง 50 ล้านพิกเซลตัวเดียวกัน แต่ที่เหลือจากนั้นกล้องของ F7 Ultra ถือว่าเหนือกว่าชัดเจน ทั้งการมาพร้อมกับกล้อง Floating Telephoto และกล้อง Ultra Wide กับกล้องหน้าที่ละเอียดคมชัดกว่า ยกตัวอย่างเห็นหากเป็นการซูม กล้องของ F7 Ultra จะรองรับการซูมแบบ 2.5x Optical Zoom, 20x UltraZoom และ 60x Digital Zoom แต่หากเป็นกล้องของ F7 Pro จะรองรับการซูมแบบ Digital Zoom ได้สูงสุดเพียง 20 เท่า

อย่างไรก็ดีหากใครที่ปกติไม่ได้เป็นสายถ่ายภาพ เน้นถ่ายภาพทั่วไป ไม่เน้นซูม หรือไม่เน้นถ่ายภาพมุมกว้าง กล้องของ F7 Pro ก็ถือว่าใช้งานได้ดีแล้ว

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ POCO F7 Pro
(ค่าทางยาวโฟกัสสามารถดูได้จากลายน้ำใต้ภาพ)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ POCO F7 Ultra
(ค่าทางยาวโฟกัสสามารถดูได้จากลายน้ำใต้ภาพ)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูมในระยะ 0.6x, 1x, 2.5x, 5x, 10x, 20x, 30x และ 60x ตามลำดับ

 

แบตเตอรี่

เรื่องแบตเตอรี่นั้นระหว่าง POCO F7 Pro กับ POCO F7 Ultra นั้นเรียกว่าได้เปรียบกันไปในคนละด้าน โดยหากเทียบในด้านความจุแล้ว POCO F7 Pro นั้นจะให้มามากกว่าที่ 6000mAh ส่วน POCO F7 Ultra นั้นจะให้มาที่ 5300mAh จึงสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า

 

แต่ในด้านของเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่นั้น ในฝั่งของ POCO F7 Ultra จะเหนือกว่า ด้วยการมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงผ่านสายแบบ 120W Wired HyperCharge ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ภายในเวลาเพียง 34 นาที และเทคโนโลยีชาร์จเร็วไร้สายแบบ 50W Wireless HyperCharge ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ภายในเวลา 75 นาที

ส่วนในฝั่งของ POCO F7 Pro จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงผ่านสายแบบ 90W HyperCharge ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ภายในเวลาเพียง 37 นาที ซึ่งก็ถือว่าเร็วมากเช่นกัน แต่สิ่งที่โดนตัดออกไปก็คือเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย

โดยแบตเตอรี่ของทั้ง 2 รุ่นนั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ต POCO Surge P3 กับ Surge G1 ที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการชาร์จ กับรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ไปพร้อม ๆ กัน

 

อุปกรณ์มาตรฐานภายในกล่อง

อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับ POCO F7 Series ก็คือมีอุปกรณ์แถมมาให้ในกล่องอย่างครบครันพร้อมใช้งาน ทั้งอะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่, สาย USB Type-C, เคสซิลิโคน, เข็มถอดถาดซิมการ์ด, คู่มือการใช้งานแบบด่วน และใบรับประกัน โดยเฉพาะตัวอะแดปเตอร์นั้นแถมมาให้ตรงสเปกกับกำลังไฟสูงสุดของการชาร์จในแต่ละรุ่นเลยทีเดียว (90W กับ 120W)

 

Xiaomi HyperAI

จุดเด่นอีกอย่างของ POCO F7 Series ก็คือการมาพร้อมกับความสามารถของ Xiaomi HyperAI ซึ่งมีฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจติดตั้งมาให้เราใช้งานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น AI Writing, AI Dynamic Wallpapers, AI Gallery Editor, AI Speech Recognition, Interpret Conversations with AI, AI Interpreter, AI Subtitles และ AI Search

 

นอกจากนี้ก็ยังมี Google Gemini มาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัวด้วย ซึ่งรองรับทั้งฟีเจอร์ Gemini Overlay, Gemini Live, Image Generation, Gemini Connected Apps รวมทั้งรองรับการใช้งานฟีเจอร์ Circle to Search

เช่นในส่วนของ AI Gallery Editor ก็จะมีฟีเจอร์สำหรับตกแต่งแก้ไขภาพด้วย AI มาให้เราใช้งานหลายอย่าง ทั้งเพิ่มความคมชัด (Enhance), ขยายขอบเขตภาพ (Expand), ลบสิ่งที่ไม่ต้องการ (Erase), ลบเงาสะท้อน (Remove Reflection) และเปลี่ยนท้องฟ้า (Sky) ซึ่งแต่ละฟีเจอร์ถือว่าสามารถช่วยงานตกแต่งแก้ไขภาพของเราให้ง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว

 

ตัวอย่างภาพที่นำมาเปลี่ยนท้องฟ้าด้วย AI (POCO F7 Pro)

 

ตัวอย่างภาพที่นำมาเปลี่ยนท้องฟ้าด้วย AI (POCO F7 Ultra)

 

การเชื่อมต่อ

ประสิทธิภาพด้านการเชื่อมต่อของ POCO F7 Serie นั้นก็ถือว่าไว้ใจได้เต็มที่ ด้วยเทคโนโลยี Surge T1S Tuner ที่สามารถตรวจจับสัญญาณแบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ พร้อมระบบเสาอากาศ 3 ส่วนแบบ Super Antenna Array ที่มีการปรับแต่งแบบ Real-time จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรับสัญญาณเครือข่ายมือถือ 4G/5G ได้สูงสุดถึง 100% รวมทั้งช่วยให้ Wi-Fi และ Bluetooth ให้มีความเสถียรมากขึ้นแม้อยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ

โดยการเชื่อมต่อผ่านระบบ Wi-Fi นั้นทั้ง 2 รุ่นสามารถรองรับเครือข่าย Wi-Fi 7 ได้เข่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth ในฝั่งของ F7 Ultra จะเป็น Bluetooth 6.0 แต่ในฝั่งของ F7 Pro จะเป็น Bluetooth 5.4

 

ภาพ และเสียง

ในยุคนี้อะไร ๆ ก็มักต้องถูกเชื่อมต่อโยงกับ AI ซึ่งเรื่องความบันเทิงใน POCO F7 Series ก็มี AI เข้ามาช่วยเช่นกัน ด้วยฟีเจอร์ AI Super Cinema ที่อาศัยอัลกอริทึม AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาพแบบเฟรมต่อเฟรม โดย AI Super Cinema นี้รองรับการใช้งานเฉพาะกับแอปพลิเคชัน YouTube, Netflix, Amazon Video และ MIUI Video Player เท่านั้น

 

ส่วนเรื่องเสียง POCO F7 Series ก็มาพร้อมกับลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual Speakers) ที่ถูกปรับจูนมาเป็นอย่างดี พร้อมรองรับเสียงแบบ Hi-Res & Hi-Res Audio Wireless กับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos รวมทั้งเทคโนโลยี Snapdragon Sound ดังนั้นอรรถรสด้านความบันเทิงใน POCO F7 Series จึงมาครบทั้งภาพที่สวยงามคมชัด และเสียงรอบทิศทางแบบ 3 มิติราวกับอยู่ในโรงภาพยนตร์

 

ราคา และโปรโมชันของ POCO F7 Series

POCO F7 Series เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ พร้อมโปรโมชัน Early Bird ราคาพิเศษ พร้อมของฟรีของสมนาคุณ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2568 ในช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ที่ mi.com, Lazada, Shopee และ TikTok Shop

สำหรับราคาของ POCO F7 Series ในประเทศไทยก็ยังคงรักษาความคุ้มค่าน่าจับจองไว้ได้เช่นเดิม โดยแบ่งออกรุ่นย่อยดังนี้

 

- POCO F7 Pro รุ่น RAM 12GB+ROM 256GB ราคาพิเศษช่วง Early Bird 14,490 บาท (ปกติ 15,990 บาท)
- POCO F7 Pro รุ่น RAM 12GB+ROM 512GB ราคาพิเศษช่วง Early Bird 16,490 บาท (ปกติ 17,990 บาท)

พร้อมรับฟรี Smart Band 9 Active มูลค่า 899 บาท

โดย POCO F7 Pro มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, Blue และ Silver

 

- POCO F7 Ultra รุ่น RAM 12GB+ROM 256GB ราคาพิเศษช่วง Early Bird 20,490 บาท (ปกติ 21,990 บาท)
- POCO F7 Ultra รุ่น RAM 16GB+ROM 512GB ราคาพิเศษช่วง Early Bird 22,490 บาท (ปกติ 23,990 บาท)

พร้อมรับฟรี Watch 5 Active มูลค่า 1,290 บาท

โดย POCO F7 Ultra มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Yellow และ Black

นอกจากนี้ยังมีการรับประกันตัวเครื่องให้นาน 2 ปี และประกันหน้าจอแตกซึ่งสามารถเปลี่ยนหน้าจอได้ 1 ครั้งภายใน 6 เดือน

 

สรุปประสบการณ์หลังใช้งานในเบื้องต้นกับ POCO F7 Series

และทั้งหมดนี้ก็คือการพรีวิวสรุปสิ่งที่น่าสนใจของ POCO F7 Series หลังจากที่ได้ใช้งานมาหลายวัน ซึ่งด้วยราคาค่าตัวของ POCO F7 Series หากเทียบกับสมาร์ตโฟนเรือธงตัวท็อปหลาย ๆ รุ่นที่ใช้ชิปเซ็ตตัวเดียวกัน, ใช้หน้าจอแบบเดียวกัน หรือชาร์จเร็วในระดับเดียวกัน ก็ต้องบอกว่ามีราคาที่ย่อมเยาลงกว่าครึ่ง ดังนั้นหากใครที่เน้นสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก POCO F7 Series ก็นับว่าคุ้มค่ากว่า อย่างไรก็ดีหากใครต้องการไปให้สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพ, ดีไซน์, วัสดุ, นวัตกรรมเฉพาะทาง หรือฟีเจอร์ไฮเอนด์อื่น ๆ ก็ยังมีอีกหลายตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ เพียงแต่เราต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่านั่นเอง

 

และในราคาที่ต่างกันอยู่ราว 6,000 บาท ระหว่าง POCO F7 Pro กับ POCO F7 Ultra เราควรจะเลือกรุ่นไหนดี หรือรุ่นไหนเหมาะกับใคร? คำตอบก็คือเราต้องพิจารณาว่าเราเองต้องการสิ่งที่ได้เพิ่มมาในรุ่น Ultra มากน้อยขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite, ชิปเซ็ต VisionBoost D7, พลังชาร์จระดับ 120W, ระบบชาร์จไร้สายที่เร็วระดับ 50W, มีกล้อง Telephoto เอาไว้ซูมไกล ๆ, มีกล้อง Ultra Wide ความละเอียดสูง, มีกล้องหน้าที่คมชัดกว่า, มีกระจกหน้าจอที่ทนทานกว่า, มี AI Glove Touch, มีรุ่น RAM 16GB และมีตัวเครื่องสีเหลืองเด่นสะดุดตาให้เลือก ซึ่งหากคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญสำหรับเรา การยอมเพิ่มงบอีกราว 6,000 บาท ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

 

แต่หากข้อได้เปรียบข้างต้นของ POCO F7 Ultra ไม่ได้จำเป็นกับสไตล์การใช้งานของเราขนาดนั้น การเลือก POCO F7 Pro ก็มีข้อได้เปรียบในตัวเองอยู่เหมือนกัน ทั้งมีราคาที่ประหยัดกว่า, มีแบตเตอรี่ที่อึดกว่า, ตัวเครื่องบางเบากว่า, มีตัวเครื่องสีเงินให้เลือก อีกทั้งชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 3 กับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 90W Wired HyperCharge ก็ถือว่าเร็วแรงเกินพอแล้วสำหรับการใช้งานในชีวิตจริง

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าข้อมูลจากการพรีวิวนี้ของเรา จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่กำลังตัดสินใจซื้อ POCO F7 Series สำหรับวันนี้ก็คงต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

วันที่ : 04/04/2025

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy