รีวิว (Review) iPhone 7 Plus
ไอโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นล่าสุด กับการอัปเกรดใหม่ให้สมบูรณ์แบบขึ้นอีกขั้น ด้วยชิปเซ็ต A10 Fusion ที่ทรงพลังที่สุด, กล้องคู่ Optical Zoom, กล้องหน้าที่ละเอียดขึ้น, ปุ่มโฮมใหม่แบบ Force Touch, จอ Retina HD ที่สว่างสดใสกว่าเดิม และลำโพงคู่เสียงกระหึ่ม บนบอดี้กันน้ำสีใหม่
Review
Date (19-พฤศจิกายน-2559)
วิดีโอรีวิว (Video Review) iPhone 7 Plus
iPhone 7 Plus ไอโฟนเรือธงตัวท็อปใหม่ล่าสุด พร้อมกล้องคู่ Optical Zoom และชิปเซ็ต A10 Fusion ที่ทรงพลังที่สุด บนบอดี้กันน้ำสีใหม่
VIDEO
สวัสดีครับ วันนี้ทีมงานเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์ก็ขอพาทุกท่านมาพบกับ iPhone 7 Plus สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจากแอปเปิ้ลที่หลายๆ ท่านรอคอย ซึ่งแม้ว่าขนาดตัวเครื่อง หรือดีไซน์โดยรวมจะแทบไม่แตกต่างไปจาก iPhone 6s Plus รุ่นพี่ แต่จริงๆ แล้ว iPhone 7 Plus นั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลายอย่างด้วยกัน และช่วยให้กลายเป็นไอโฟนที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุด, บอดี้กันน้ำ, สีตัวเครื่องสีใหม่, ปุ่มโฮมแบบใหม่, จอแสดงผลที่ดีขึ้น, กล้องคู่แบบใหม่พร้อมระบบ Optical Zoom, กล้องหน้าที่ละเอียดขึ้น, ลำโพงเสียงกระหึ่มกว่าเดิม และอีกมากมาย ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันต่อได้เลยครับ
แกะกล่องส่องอุปกรณ์ iPhone 7 Plus
อุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้ในกล่องจะประกอบไปด้วยเข็ม SIM Door Key พร้อมคู่มือการใช้งานฉบับย่อ
อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 5W
สาย Lightning to USB
หูฟัง EarPods พร้อมหัวต่อแบบ Lightning
และสายแปลงพอร์ต Lightning ไปเป็นพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์ของ iPhone 7 Plus
สำหรับขนาดตัวเครื่องของ iPhone 7 Plus นั้นก็จะเท่ากันกับ iPhone 6s Plus ทุกประการครับ ทั้งความกว้าง, ความสูง และความหนา แต่จะมีน้ำหนักที่เบาลงเล็กน้อย และมีรายละเอียดภายนอกบางอย่างที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสีใหม่คือสีดำด้าน หรือสี Black อย่างเครื่องที่รีวิวอยู่นี้ และสีดำมัน หรือสี Jet Black รวมถึงส่วนของกล้องคู่ที่เพิ่งถูกใส่เข้ามาใน iPhone 7 Plus เป็นรุ่นแรก
ที่ด้านหน้าของตัวเครื่องประกอบไปด้วยกล้องดิจิทัลความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ซึ่งละเอียดกว่าเดิม, ลำโพงเสียงตัวที่สอง, Proximity Sensor และ Ambient Light Sensor
หน้าจอแสดงผลแบบ Retina HD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920x1080 พิกเซล ซึ่งถูกปรับปรุงใหม่ให้มีความสว่างมากขึ้นกว่าเดิมอีก 25% และเป็นจอแบบขอบเขตสีกว้าง ที่แสดงผลสีได้เทียบเท่ากับอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์เลยทีเดียวครับ
ซึ่งเท่าที่ได้ทดสอบเปรียบเทียบดูกับจอ Retina HD เวอร์ชันเดิมบน iPhone 6s Plus ก็ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดว่าจอ Retina HD เวอร์ชันปรับปรุงใหม่นี้ มีความสว่างมากขึ้น และแสดงสีสันได้ดีขึ้นครับ
สำหรับปุ่มโฮมก็เป็นปุ่มโฮมแบบใหม่ครับ โดยใช้เทคโนโลยี Force Touch ที่ทำงานร่วมกับระบบ Taptic Engine ซึ่งให้ความรู้สึกเสมือนกดลงไปจริงๆ และสามารถกดได้บ่อยเท่าที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องกลัวปุ่มโฮมเสียอีกต่อไป
ที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะมีกล้องดิจิทัลแบบคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งประกอบไปด้วยเลนส์ Wide-Angle และ Telephoto พร้อมระบบ Optical Zoom 2 เท่า ซึ่งนับเป็นไอโฟนรุ่นแรกที่มีกล้องแบบนี้ ส่วนใกล้ๆ กันนั้นเป็นไมโครโฟน, ไฟแฟลช True Tone แบบ 4 ดวง ซึ่งดีกว่าเดิมเช่นกัน และโลโก้แอปเปิ้ลสวยๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ส่วนที่ด้านหน้าของกล้องก็ยังมาพร้อมกับผลึกแซฟไฟร์ที่ช่วยปกป้องหน้าเลนส์เช่นเคยครับ
สำหรับเครื่องที่วางจำหน่ายในไทยนี้เป็นโมเดล A1784 ซึ่งใช้ชิปโมเด็มของ Intel ในขณะที่บางประเทศใช้ชิปโมเด็มของ Qualcomm ดังนั้นคุณภาพของการรับสัญญาณ 4G LTE อาจจะดร็อปลงไปบ้างเล็กน้อยครับ
ที่ด้านบนของตัวเครื่องไม่มีอะไรนอกจากพื้นผิวเรียบๆ
ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วยไมโครโฟนสำหรับการสนทนาหรือบันทึกเสียง, ลำโพงเสียงตัวที่หนึ่ง ซึ่งทำงานคู่กับลำโพงที่ด้านบน เพื่อให้เสียงแบบสเตอริโอ และพอร์ต Lightning
ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องประกอบไปด้วยปุ่มเปิด-ปิดเสียง และปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง
ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วยช่องใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM และปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงใน iPhone 7 Plus ก็คือแถบเสารับสัญญาณจะถูกย้ายไปไว้ที่ขอบด้านบนสุด และด้านล่างสุด ซึ่งช่วยให้ด้านหลังของตัวเครื่องดูโล่งตา และดูสวยมากขึ้นครับ
เคสหนัง (Leather Case) สำหรับ iPhone 7 Plus
หนึ่งในอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจก็คือเคสหนังรุ่นนี้ครับ โดยมีราคาอยู่ที่ 2,200 บาท ซึ่งอาจเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพของชิ้นงาน กับความที่เป็นผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลแท้ๆ และเมื่อใส่เข้ากับ iPhone 7 แล้วดูมีความสวยงามลงตัวมากกว่าเคสแบรนด์อื่น อีกทั้งยังช่วยปกป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเครื่องได้ด้วยครับ
กระจกกันรอยสำหรับ iPhone 7 Plus
และอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่ผู้ใช้ไอโฟนแทบทุกคนมักจะติดตั้งเพิ่มเติมก็คือฟิล์มกันรอย แต่หากต้องการ การปกป้องที่มากกว่าฟิล์มกันรอย ก็ต้องเป็นกระจกกันรอย ที่ทนทานต่อแรงกระแทก และรอยขีดข่วนได้ดีกว่ามาก ซึ่งในตอนนี้ก็เริ่มมีกระจกกันรอยสำหรับ iPhone 7 Plus โดยเฉพาะออกมาจำหน่ายหลายรุ่นหลายยี่ห้อแล้วครับ
หนึ่งในยี่ห้อที่รู้จักกันดีก็คือยี่ห้อ Focus นั่นเองครับ ซึ่งก็ได้ผลิตกระจกกันรอยรุ่นพรีเมียมสำหรับ iPhone 7 Plus ออกมาวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน
คุณสมบัติเด่นของกระจกกันรอยรุ่นนี้ก็ได้แก่ 3D Full Frame หรือเต็มจอลงโค้ง, ความแข็งแกร่งระดับ 9H, ป้องกันการแตกจากแรงกระแทก, การสัมผัสที่เรียบลื่น และขอบโค้งที่สวยงาม
โดยในกล่องจะมีสองชิ้นหลักๆ มาให้ติดตั้งก็คือ กระจกกันรอยสำหรับหน้าจอ ซึ่งมีลักษณะหนา และแข็ง ส่วนอีกชิ้นคือฟิล์มกันรอยสำหรับด้านหลังของตัวเครื่อง ซึ่งมีฟิล์มส่วนเล็กๆ สำหรับติดหน้าเลนส์กล้องมาให้ด้วยครับ
ส่วนการติดตั้งกระจกกันรอยก็ถือว่าง่ายกว่าฟิล์มกันรอยทั่วไปมากครับ เพราะแค่ทาบให้ตรงตำแหน่ง โดยอาจเปิดหน้าจอเพื่อให้เห็นขอบ ซึ่งเมื่อทาบตรงแล้วก็ให้วางตัวกระจกกันรอยลงไป จากนั้นก็ให้ใช้นิ้วกดลงไปที่ส่วนกลางของตัวกระจกกันรอย เพื่อให้ตัวของกระจกกันรอยดูดติดกับหน้าจอโดยอัตโนมัติ โดยอาจใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ช่วยเก็บรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ
หลังจากการติดตั้งก็จะเห็นว่าตัวของกระจกกันรอยนั้นแนบกับหน้าจอของ iPhone 7 Plus ได้แบบเต็มๆ และมีส่วนของขอบโค้งที่ช่วยให้ดูมีความสวยงามกลมกลืนมากยิ่งขึ้น
และเมื่อติดฟิล์มกันรอยที่ด้านหลังด้วยแล้ว จากสีดำด้าน ก็จะดูเป็นสีดำมัน ซึ่งก็ดูสวยไปอีกแบบครับ
ส่วนความลื่นไหลในการใช้งาน หรือการตอบสนองต่อการสัมผัสก็แทบไม่ต่างจากหน้าจอปกติครับ ยังคงรวดเร็วลื่นไหลไม่มีสะดุดตามสไตล์ไอโฟน
และในเรื่องของสีสัน หรือความสว่างของการแสดงผลหลังจากการติดตั้งกระจกกันรอยก็แทบไม่ต่างจากหน้าจอปกติเช่นกันครับ
นอกจากนี้หลังจากที่ได้มีการติดตั้งกระจกกันรอยแล้ว ก็ยังสามารถใส่เคสทั่วไปได้ตามปกติ โดยไม่มีการล้ำ หรือกดทับกันแต่อย่างใดครับ
ทดสอบคุณสมบัติในการป้องกันน้ำของตัวเครื่อง iPhone 7 Plus
อีกหนึ่งสิ่งใหม่ใน iPhone 7 Plus ก็คือคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่นที่ระดับ IP67 ตามมาตรฐาน IEC 60529 ซึ่งโดยคร่าวๆ ก็คือสามารถป้องกันน้ำได้ลึกสูงสุด 1 เมตร นานต่อเนื่อง 30 นาที ดังนั้นแค่การนำตัวเครื่องมาล้างน้ำในลักษณะนี้ก็ถือว่าสบายมาก แต่ก็แนะนำให้เป็นน้ำสะอาดเท่านั้นนะครับ
เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมทดสอบฟีเจอร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ ใน iPhone 7 Plus
สำหรับ iPhone 7 Plus เครื่องนี้ได้รับการอัปเดตเป็น iOS เวอร์ชัน 10.1.1 เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนสเปกคร่าวๆ ก็คือใช้ชิปเซ็ต Apple A10 Fusion, หน่วยความจำภายในขนาด 256GB, หน่วยความจำแรมขนาด 3GB, จอ Retina HD ความละเอียด 1920x1080 พิกเซล, กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล, รองรับการเชื่อมต่อไร้สายครบทุกรูปแบบ และมีเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ ที่ครบครันดังที่เห็นนี้ครับ
สำหรับ User Interface ก็เป็นสไตล์ iOS 10 เหมือนกับไอโฟนรุ่นอื่นๆ ครับ ซึ่งเมื่อสไลด์จากแถบด้านบนลงมาก็จะเป็นส่วนของการแจ้งเตือน และการค้นหาข้อมูล เมื่อสไลด์จากแถบด้านล่างขึ้นมาก็จะเป็นทางลัดสำหรับการตั้งค่าต่างๆ รวมถึงเครื่องเล่นคลิปวิดีโอ เมื่อสไลด์จากแถบด้านซ้ายเข้ามาก็จะเป็นหน้ารวมข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ และเมื่อสไลด์กลางหน้าจอลงมาก็จะเป็นหน้ารวมสิ่งที่แนะนำจาก SIRI
หน้าจอของ iPhone 7 Plus ก็ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 3D Touch เช่นเคยนะครับ โดยสามารถตรวจจับแรงกดหนักกดเบาของเราบนหน้าจอได้ และเลือกคำสั่งเพิ่มเติมได้โดยง่าย
มีฟังก์ชัน Display Zoom ที่ช่วยขยายรายละเอียดต่างๆ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
มีฟังก์ชัน Night Shift ที่ช่วยปรับโทนสีของหน้าจอให้เหมาะกับการใช้งานในตอนกลางคืน และยังอาจช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นด้วยครับ
มีภาพพื้นหลังให้เลือก 3 รูปแบบคือ Dynamic, Stills และ Live ซึ่งหากเป็นแบบ Live เมื่อเรากดลงไปบนหน้าจอ ภาพพื้นหลังก็จะมีการเคลื่อนไหวที่สวยงามดังที่เห็นนี้ครับ
สำหรับปุ่มโฮมใหม่แบบ Force Touch นั้น เราสามารถกำหนดระดับของ Haptic Feedback ได้ทั้งหมด 3 ระดับด้วยกัน ซึ่งหากเราชอบระดับไหนก็เลือกใช้ได้ตามต้องการครับ
โดยปุ่มโฮมแบบ Force Touch นี้จะไม่สามารถกดลงไปได้จริงๆ นะครับ แต่จะมีการตอบสนองด้วยการสั่นให้รู้สึกเหมือนกับกดลงไปจริงๆ ซึ่งการกดค้างเอาไว้จะเป็นการเรียกใช้ระบบสั่งงานด้วยเสียง
ส่วนการกดติดๆ กันสองครั้ง จะเป็นการเรียกดูรายการของแอปพลิเคชันที่เปิดใช้งานล่าสุด
และการกดหนึ่งครั้ง ก็จะเป็นการกลับเข้าสู่หน้าโฮมตามปกตินั่นเองครับ
สำหรับ Touch ID หรือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือนั้นจะเป็นรุ่นที่ 2 เช่นเดียวกับ iPhone 6s นะครับ ซึ่งก่อนใช้งานก็ต้องทำการลงทะเบียนลายนิ้วมือให้เรียบร้อยเสียก่อน โดย Touch ID สามารถใช้งานร่วมกับการปลดล็อกเครื่อง และการสั่งซื้อใน iTunes หรือ App Store โดยสามารถลงทะเบียนได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ และเมื่อได้ใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Raise to Wake ก็นับว่าช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียวครับ
ส่วนระบบ Haptics เราสามารถเลือกเปิด หรือปิดได้ตามที่ต้องการ
อีกหนึ่งสิ่งใหม่ในกล้องของ iPhone 7 Plus ก็คือระบบ Optical Zoom หรือระบบซูมภาพด้วยเลนส์นั่นเองครับ ซึ่งสามารถซูมภาพแบบ Optical ได้สูงสุด 2 เท่า โดยไม่สูญเสียรายละเอียด และสามารถซูมภาพแบบ Digital ได้สูงสุด 10 เท่า
สำหรับภาพถ่ายที่ได้จากการซูมแบบ Optical นั้นยังคงมีรายละเอียดที่ครบถ้วน 100% เนื่องจากเป็นการซูมด้วยเลนส์จริงๆ แต่หากเป็นการซูมแบบ Digital แน่นอนว่ารายละเอียดต่างๆ ก็จะดร็อปลงไปบ้างพอสมควรครับ
ด้วยการที่มีกล้องเลนส์คู่ จึงทำให้ iPhone 7 Plus สามารถถ่ายภาพแบบ Depth Effect หรือภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ครับ โดยสามารถใช้งานได้ในโหมด Portrait ที่มาพร้อมกับ iOS เวอร์ชัน 10.1 ซึ่งอาศัยซอฟต์แวร์ช่วยในการประมวลผล
เมื่อดูที่ฉากหลังก็จะเห็นว่าฟังก์ชัน Depth Effect นี้สามารถละลายฉากหลังได้อย่างสวยงาม และแยกกับตัวแบบที่อยู่ด้านหน้าได้อย่างแนบเนียน น้องๆ เลนส์กล้องจริงๆ เลยทีเดียวครับ
และโหมด Portrait นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการถ่ายภาพคนเท่านั้น พวกวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็สามารถใช้งานได้เช่นกันครับ แต่สำหรับวัตถุบางประเภท เช่นโหลแก้วใสใบนี้ ก็อาจทำให้ซอฟต์แวร์ประมวลผลผิดพลาดได้ ซึ่งซอฟต์แวร์เวอร์ชันต่อไปก็อาจจะมีการปรับปรุงจุดนี้ให้ดีขึ้นครับ
มีระบบกันสั่นแบบ OIS ซึ่งรองรับทั้งการใช้งานร่วมกับการถ่ายภาพนิ่ง และการถ่ายภาพวิดีโอ
มีเทคโนโลยี Focus Pixels ที่ช่วยให้การโฟกัสวัตถุต่างๆ นั้นมีความรวดเร็ว และแม่นยำมากเป็นพิเศษ รวมทั้งสามารถเลื่อนแถบด้านข้างของกรอบโฟกัสขึ้น-ลง เพื่อปรับค่าชดเชยแสงได้ทันทีครับ
รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ได้ที่ความเร็วสูงสุด 240 เฟรมต่อวินาที ที่ความละเอียดระดับ HD 720p หรือความเร็ว 120 เฟรมต่อวินาที ที่ความละเอียดระดับ Full HD 1080p
การถ่ายภาพ Live Photos ใน iPhone 7 Plus นั้นถูกอัปเกรดความสามารถ ให้บันทึกด้วยขอบเขตสีกว้างได้ด้วยนะครับ
ซึ่งการบันทึกภาพแบบ Live Photos ก็คือการบันทึกทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน จึงทำให้ภาพถ่ายดูมีชีวิตขึ้นมาได้นั่นเองครับ
อีกหนึ่งสิ่งใหม่ใน iPhone 7 Plus ก็คือลำโพงแบบ Stereo ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของลำโพงสองตัวที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเครื่อง ดังนั้นเสียงที่ได้จึงมีพลัง และมีมิติสมจริงมากขึ้นกว่าเดิมอีกพอสมควรเลยทีเดียวครับ
และแน่นอนว่าผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Siri ก็สามารถเปิดใช้งานได้ โดยปลุกให้ Siri ตื่นได้ง่ายๆ ด้วยการพูดว่า Hey Siri นั่นเอง ส่วนจะถาม Siri ว่าอย่างไรได้บ้างนั้น ก็คงต้องลองศึกษากันดูอีกทีนะครับ
สามารถแสดงตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ได้ และหากต้องการประหยัดพลังงานมากขึ้น ก็สามารถเปิดใช้โหมด Low Power ได้ครับ
สำหรับแผนที่ และระบบนำทางบนแอปพลิเคชัน Apple Maps ก็สามารถใช้งานได้ดี และมีความแม่นยำ แต่หากใครต้องการใช้ Google Maps แทน ก็สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มเติมได้ครับ
และด้วยระบบ Digital Compass และ GPS ในตัว จึงช่วยให้สามารถระบุตำแหน่ง และทิศทางของเราได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
หากต้องการใช้งาน iPhone 7 Plus ร่วมกับนาฬิกา Apple Watch ก็ต้องทำการเปิดบลูทูธ และทำการจับคู่ผ่านทางแอปพลิเคชัน Watch ให้เรียบร้อยก่อนนะครับ
สำหรับชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Apple A10 Fusion บน iPhone 7 Plus ทางแอปเปิ้ลได้ให้ข้อมูลไว้ว่าสามารถประมวลผลได้เร็วกว่า iPhone 6 สองเท่า และมีความเร็วของกราฟิกที่มากกว่า iPhone 6 ถึงสามเท่า ซึ่งเมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยเกมที่มีกราฟิกระดับสูงก็พบว่าสามารถแสดงกราฟิกได้อย่างสวยงามลื่นไหลไร้การสะดุดแม้แต่น้อย และมีการตอบสนองต่อการควบคุมต่างๆ ที่รวดเร็วแม่นยำเป็นอย่างมากครับ
เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 185,220 คะแนน ซึ่งนับว่าเป็นคะแนนที่สูงมาก และแน่นอนว่าเป็นคะแนนที่สูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ iDevice ด้วยกันอีกด้วยครับ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ของ iPhone 7 Plus
ตัวอย่างภาพถ่ายแบบ Depth Effect ด้วยโหมด Portrait
ตัวอย่างการซูมภาพแบบ 2x Optical Zoom
สรุปผลการทดสอบ พร้อมราคา และข้อมูลการวางจำหน่ายของ iPhone 7 Plus
สรุปแล้วก็นับว่า iPhone 7 Plus สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจากแอปเปิ้ลรุ่นนี้ก็ได้มีการอัปเกรดความสามารถให้ดีขึ้น และมีสิ่งใหม่หลายๆ อย่างที่ถูกเพิ่มเข้ามาให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อีกไม่น้อยเลยนะครับ เริ่มตั้งแต่ชิปเซ็ต A10 Fusion ที่เร็วแรงกว่าเดิม, กล้องเลนส์คู่ พร้อมระบบ Optical Zoom , ไฟแฟลช True Tone แบบ 4 ดวง , กล้องหน้าที่ละเอียดมากขึ้น, ตัวเครื่องที่ป้องกันน้ำป้องกันฝุ่นได้ในระดับ IP67 , หน้าจอแบบขอบเขตสีกว้าง และสว่างกว่าเดิม 25% , ปุ่มโฮมใหม่แบบ Force Touch , สีตัวเครื่องใหม่แบบดำด้าน (Black) กับดำมัน (Jet Black) , เสารับสัญญาณดีไซน์ใหม่, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น และลำโพงแบบคู่ ที่ให้เสียงทรงพลังมีมิติสมจริงมากกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่อาจยังขัดใจผู้ใช้อยู่บ้างก็คือการตัดช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป นั่นเองครับ
และขณะนี้ iPhone 7 Plus และ iPhone 7 ก็ได้เริ่มวางจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ ทั้งบน Apple Online Store, ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และบรรดาตัวแทนจำหน่ายชื่อดังต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 6 รุ่นย่อย 6 ราคาดังนี้
- iPhone 7 Plus รุ่นความจุ 32GB ราคา 31,500 บาท
- iPhone 7 Plus รุ่นความจุ 128GB ราคา 35,500 บาท
- iPhone 7 Plus รุ่นความจุ 256GB ราคา 39,500 บาท
- iPhone 7 รุ่นความจุ 32GB ราคา 26,500 บาท
- iPhone 7 รุ่นความจุ 128GB ราคา 30,500 บาท
- iPhone 7 รุ่นความจุ 256GB ราคา 34,500 บาท
ซึ่งแน่นอนว่าราคาของไอโฟนก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ ในท้องตลาด เมื่อเทียบกับรุ่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อให้ผู้ที่ต้องการจับจองสามารถจ่ายได้ง่ายขึ้น บน Apple Online Store เอง รวมทั้งบรรดาตัวแทนจำหน่ายต่างๆ จึงมีโปรโมชั่นผ่อนชำระ พร้อมแพ็กเกจดีๆ มาช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้อีกต่อหนึ่ง หากท่านใดสนใจก็แวะไปลองสอบถาม หรือลองสัมผัสกับตัวจริงเสียงจริงของ iPhone 7 Plus กันก่อนได้ สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม พบกันได้ใหม่ในโอกาสต่อไป สวัสดีครับ
จุดเด่นของ iPhone 7 Plus
- เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ All-Metal Unibody (กรอบตัวเครื่องอะลูมิเนียมถูกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน : 7000 Series Aluminum)
- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่น ที่ระดับ IP67 (ภายใต้มาตรฐาน IEC 60529)
- มีตัวเครื่องสีใหม่ให้เลือก 2 สี ได้แก่สีดำด้าน (Black) และสีดำมัน (Jet Black)
- ปุ่มโฮมใหม่แบบ Forch Touch พร้อมระบบ Taptic Engine
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID : Fingerprint Sensor) ที่ปุ่มโฮม สำหรับตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าใช้งานเครื่อง และการเข้าถึงข้อมูลภายใน
- จอแสดงผลแบบ Retina HD Display LED-Backlit (IPS) ความละเอียด 1920x1080 Pixels (กว้าง 5.5 นิ้ว : 401 ppi) พร้อมเทคโนโลยี 3D Touch, ค่าความเปรียบต่าง (Contrast Ratio) 1300:1, เทคโนโลยี Wide Color Display, ค่าความสว่างสูงสุด 625 cd/m2, เทคโนโลยี Dual-Domain Pixels, เทคโนโลยีการเคลือบกระจกแบบ Oleophobic Coating
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต 64-bit Apple A10 Fusion ซึ่งมาพร้อมหน่วยประมวลผล M10 motion coprocessor
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ iOS 10.1.1
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 32 GB, 128 GB และ 256 GB
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 3 GB
- กล้องดิจิทัลแบบ Dual Lens Camera ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 12 ล้าน Pixels ซึ่งประกอบไปด้วยเลนส์ Wide-Angle (f/1.8) และเลนส์ Telephoto (f/2.8) พร้อมโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์, กระจกแซฟไฟร์สำหรับปกป้องหน้าเลนส์, ซูมภาพด้วยเลนส์ได้ 2 ระดับ (2x Optical Zoom), ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, ไฟแฟลชในตัว (Quad-LED True Tone), เทคโนโลยี Focus Pixels, ระบบการบันทึกภาพแบบ Wide Color และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD 2160p (3840x2160 Pixels : 30 fps)
- กล้องดิจิทัล FaceTime HD ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 7 ล้าน Pixels พร้อมขนาดของรูรับแสง (Aperture) กว้างสูงสุดที่ f/2.2, ฟังก์ชัน Retina Flash และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p (1920x1080 Pixels)
- ลำโพงเสียงแบบ Stereo Speaker ในตัว (ลำโพงที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเครื่อง)
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth, NFC
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wi-Fi, 4G LTE Cat9, 3G HSPA+, EDGE และ GPRS
- เทคโนโลยี MIMO (Multi-Input Multi-Output) ที่มาพร้อมตัวรับสัญญาณ WiFi 2 ชิ้นภายในเครื่องเดียว ซึ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพในการรับสัญญาณ WiFi ที่ดีขึ้น และมีความเร็วมากกว่าเดิม
- ระบบ GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง) พร้อมฟังก์ชัน A-GPS และรองรับการใช้งานกับระบบดาวเทียมของรัสเซีย (GLONASS)
- แบตเตอรี่ Li-Ion Polymer 2900 mAh
จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ iPhone 7 Plus
- ไม่มีช่องเชื่อมต่อหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร (แต่แถมฟรีอะแดปเตอร์ Lightning to 3.5 mm มาพร้อมชุดขายมาตรฐาน)
- ตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นการพกพา หรือการใช้งานด้วยมือข้างเดียวอาจไม่สะดวกคล่องตัวเท่ากับ iPhone 7
- มีดีไซน์โดยรวมที่ไม่แตกต่างไปจาก iPhone 6s Plus รุ่นเดิมมากนัก
- การถ่ายภาพแบบ Depth Effect (หน้าชัดหลังเบลอ) ด้วยโหมด Portrailt ยังไม่สมบูรณ์เต็ม 100% เช่นการจัดการกับวัตถุที่มีลักษณะโปร่งใส, มุมที่ได้ค่อนข้างแคบ และยังมี Noise ที่ค่อนข้างมากเมื่อถ่ายในที่มืด หรือในที่ ที่มีแสงน้อย (คาดว่าจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่)
- รุ่นที่วางจำหน่ายในไทย (โมเดล A1784) ใช้ชิปโมเด็มของ Intel ซึ่งมีคุณภาพของการรับสัญญาณที่ยังเป็นรองชิปโมเด็มของ Qualcomm อยู่ระดับหนึ่ง (iPhone 7 Plus ที่วางจำหน่ายในบางประเทศใช้ชิปโมเด็มของ Qualcomm)
- ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีคุณสมบัติในระดับที่ใกล้เคียงกัน
โปรดทราบ
* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *
สรุปข้อมูล และคุณสมบัติของ iPhone 7 Plus
ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูล, ข่าวคราวความเคลื่อนไหวอัปเดตล่าสุด พร้อมคุณสมบัติโดยละเอียดของ iPhone 7 Plus ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปข้อมูล และข่าวอัปเดตล่าสุดของ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ iPhone 7 Plus
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ iPhone 7
:: ไปหน้าแรกเว็บไซต์ Thaimobilecenter
| ไปหน้าแรก
Mobile Focus ::