ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 28/08/2021
OPPO Reno6 Pro 5G


 

รีวิว (Review) OPPO Reno6 Pro 5G

ยอดสมาร์ทโฟนสาย Portrait พร้อมความแรงระดับท็อป พลังชาร์จ 65W จอสวยลื่น ลำโพงคู่ และสเปกจัดหนัก บนดีไซน์ Reno Glow สุดพรีเมียมบางเฉียบ
 

28 สิงหาคม 2021 - หลังจากที่ก่อนหน้านี้ OPPO ได้นำสมาร์ทโฟนตระกูล Reno Series ที่มีจุดเด่นด้านการถ่ายภาพ และดีไซน์สวยงามสะดุดตาอย่าง Reno6 Z 5G เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย ล่าสุดก็ได้มีการนำ OPPO Reno6 Pro 5G สมาร์ทโฟนรุ่นท็อปในซีรีส์ดังกล่าวเข้ามาวางขายให้ผู้ใช้ในบ้านเราได้จับจองกันด้วย โดยเปิดราคาวางจำหน่ายเอาไว้ที่ 22,990 บาท

สำหรับ OPPO Reno6 Pro 5G มาพร้อมกับสโลแกน "อารมณ์ไหน ก็พอร์ตเทรต" ซึ่งชูจุดเด่นด้านการถ่ายวิดีโอ Portrait เป็นหลัก ด้วยกล้องหลังความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับโหมด Bokeh Flare Portrait Video สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถปรับดวงไฟโบเก้ให้มีความสวยงามราวกับถ่ายด้วยกล้องระดับมืออาชีพ ไปจนถึงโหมด AI Highlight Video ที่ช่วยให้การถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อย รวมถึงการถ่ายวิดีโอย้อนแสงมีความสว่างคมชัดมากยิ่งขึ้น

ในด้านประสิทธิภาพการทำงาน จัดเต็มมากับหน้าจอแสดงผลแบบ Soft AMOLED 3D Curved ขนาด 6.5 นิ้ว ที่ มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz, ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 870 ซึ่งมีประสิทธิภาพด้านการประมวลที่ดีเยี่ยมในระดับท็อป ตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ, หน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB ที่มาพร้อมกับ Expansion RAM สำหรับขยายหน่วยความจำ RAM แบบเสมือนได้สูงสุด 7GB, หน่วยความจำ ROM แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB และแบตเตอรี่ขนาด 4500mAh ที่มีระบบชาร์จเร็วแบบ 65W SuperVOOC 2.0 ซึ่งช่วยเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้ในเวลาอันรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในระดับท็อปเลยก็ว่าได้

สำหรับตัวเครื่องจริงของ OPPO Reno6 Pro 5G จะมีความสวยงามเพียงใด และจะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวฉบับเต็มจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

สำหรับ OPPO Reno6 Pro 5G มาพร้อมกับกล่องสีฟ้าอมเขียว โดยที่ด้านหน้าของกล่องผลิตภัณ์มีการระบุชื่อรุ่น OPPO Reno6 Pro 5G ให้เห็นกันแบบชัดเจน


สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องประกอบไปด้วย เคสใส, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, คู่มือการใช้งาน, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และอแดปเตอร์จ่ายไฟที่รองรับระบบชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0


OPPO Reno6 Pro 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Soft AMOLED 3D Curved Display ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) พร้อมค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล และค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ช่วยตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างฉับไว รวมทั้งยังมีเซนเซอร์ 360° Light-sensing สำหรับตรวจจับสภาพแสงโดยรอบแบบ 360 องศาเพื่อปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสมอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเซนเซอร์วัดแสงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าจอแสดงผล และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิสีที่ชุดกล้องถ่ายภาพด้านหลังของตัวเครื่อง


นอกจากนี้ หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno6 Pro ยังรองรับการแสดงสีสันตามขอบเขตสีแบบ DCI-P3 ครอบคลุม 100% และ NTSC ครอบคลุม 97% พร้อมค่า Contrast Ratio ระดับ 5,000,000:1 และค่าความสว่างสูงสุด 1100nits พร้อมผ่านรับรองมาตรฐาน Netflix HD & HDR และ Amazon Prime Video HD & HDR Certification ช่วยให้รับชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยมได้อย่างเต็มอรรถรส


ที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผลมาพร้อมกับกล้องหน้าแบบเจาะรูความละเอียดระดับ 32 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 ถัดมาเป็นลำโพงสนทนาที่ทำหน้าที่เป็นลำโพงเสียงตัวที่สอง ซึ่งจะทำงานควบคู่กับลำโพงเสียงด้านล่างของตัวเครื่อง


ที่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลไม่มีปุ่มควบคุมใด ๆ  โดยจะใช้วิธีควบคุมการทำงานด้วยท่าทาง (Gestures) ส่วนที่ด้านในของหน้าจอมีการติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (In-Display Fingerprint) เอาไว้ด้วย


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมาพร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียง


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน ส่วนที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual Nano SIM Slot, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก โดยตัวเครื่องมีความบางเพียง 7.99 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 188 กรัมช่วยให้จับถือได้อย่างพอดีมือ และพกพาได้อย่างสะดวก


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องติดตั้งปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล


พลิกมาดูที่ด้านหลังตัวเครื่องจะพบฝาหลังแบบ Reno Glow อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับเกล็ดหิมะเล็ก ๆ ที่คอยส่องประกายระยิบระยับได้อย่างสวยหรูพรีเมียม โดยภายในตัวเครื่องสวย ๆ แบบนี้ติดตั้งมีการติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ภายในมากถึง 32% ซึ่งช่วยถ่ายเทความร้อนออกจากตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว


รวมทั้งยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0 ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลาเพียง 31 นาทีเท่านั้น หรือหากต้องการใช้ด่วน ก็สามารถใช้เวลาชาร์จเพียง 5 นาที ซึ่งเพียงพอต่อการรับชมวิดีโอนานสูงสุดถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว


ที่ด้านบนติดตั้งชุดกล้องหลัง AI จำนวน 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้องตัวที่ 1 แบบ Wide (Main) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.8, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 84 องศา), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ All-Pixel Omni Focus (Close-Loop Focus Motor), ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้องตัวที่ 2 แบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.09 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 123 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้องตัวที่ 3 แบบ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.4 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.4, ทางยาวโฟกัส 52 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 45 องศา), ระบบซูมแบบ 2x Optical Zoom, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้องตัวที่ 4 แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 89 องศา และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OPPO Reno6 Pro 5G มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ColorOS 11.3 ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็ว และใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น


และที่สำคัญยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด อย่าง RAM Expansion ซึ่งเป็นการนำพื้นที่จากหน่วยความจำภายในบางส่วนมาทำหน้าที่เป็น RAM เสมือน เพื่อเสริมการทำงานให้ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น โดยสามารถเพิ่มขนาด RAM เสมือนได้มากถึง 7GB เลยทีเดียว


รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด โดยรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ในซิมการ์ดที่ 1 พร้อมฟีเจอร์ Smart 5G สำหรับสลับการใช้งานระหว่างเครือข่าย 5G และ 4G แบบอัตโนมัติเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน


ปัดจากด้านบนลงล่างจะพบกับ Notification Drawer สำหรับตั้งค่าสมาร์ทโฟนแบบเร่งด่วน ซึ่งผู้ใช้สามารถแตะที่ไอคอนรูปดินสอเพื่อจัดเรียงตำแหน่งไอคอนได้ด้วยตนเอง


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ Google Discover ที่รวบรวมข่าวสารอัปเดตล่าสุดสำหรับผู้ใช้แต่ละท่านโดยเฉพาะ



สามารถปรับเปลี่ยนธีม, วอลเปเปอร์, Always-on Display, ไอคอน, การจัดเรียงไอคอนแอปพลิเคชัน, สีสันของเมนูภายในตัวเครื่อง, อนิเมชันการสแกนลายนิ้วมือ, ขนาดฟอนต์, ไอคอน Notification Drawer และ Edge Lighting ได้ที่เมนู Personalizations


รองรับ Dark Mode สำหรับปรับสีสันของตัวเครื่องให้อยู่ในโทนสีดำ เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตา และประหยัดพลังงานแบตเตอรี่


สามารถปรับการแสดงสีสันได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Vivid และ Gentle


มาพร้อมกับ O1 Ultra Vision Engine ที่จะเข้ามาช่วยปรับแต่งสีสันของวิดีโอให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นผ่านฟีเอจร์ Video Color Enhancer


Convenience Tools ฟีเจอร์ที่อำนวยความสะดวกด้านการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Gestures & Motions สำหรับสั่งการตัวเครื่องด้วยท่าทางต่าง ๆ เช่น ใช้ 3 นิ้วลากลงเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ หรือปลุกหน้าจอแสดงผลอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาในระดับพร้อมใช้งาน


Smart Sidebar สำหรับเปิดใช้งานแถบคีย์ลัดเข้าถึงการตั้งค่า และแอปพลิเคชันแบเร่งด่วน เพียงลากแถบที่ซ่อนไว้บริเวณด้านขวาของหน้าจอแสดงผล


Split Screen สำหรับแบ่งแอปพลิเคชันเพื่อทำงานแบบ 2 หน้าต่าง


มาพร้อมกับ High Performance Mode สำหรับรีดประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องในระดับสูงสุด ตอบโจทย์การเล่นเกม หรือการประมวลผลหนัก รวมทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Optimized night charging ซึ่งระบบจะทำการเรียนรู้พฤติกรรททการชาร์จแบตเตอรี่ตอนกลางคืนของแต่ละท่าน และจะทำการปรับการจ่ายไฟให้เหมาะสมเพื่อป้องกันอาการ Overcharging


มาพร้อมกับฟีเจอร์ App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันที่ต้องการ โดยจะมีเพียงผู้ที่รู้รหัสผ่าน หรือผู้ที่ลงทะเบียนลายนิ้วมือเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้


รวมถึง Private Safe สำหรับเก็บไฟล์ต่าง ๆ เอาไว้ในตู้เซฟแบบเสมือนซึ่งจำเป็นต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าใช้งาน


System Cloner สำหรับโคลนระบบภายในให้ทำงานแยกออกจากกัน ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการแยกสมาร์ทโฟนสำหรับการใช้งานส่วนตัว และการทำงานออกจากกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อสมาร์ทโฟนเพิ่ม


ในส่วนของประสิทธิภาพการทำงาน OPPO Reno6 Pro 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 870 ประกบคู่กับความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4x ขนาด 12GB ที่มี Extension RAM ขนาดสูงสุด 7GB พร้อมหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256 GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ซึ่งถูกครอบทับด้วย ColorOS 11.3


ทดสอบการประมวลผลโดยรวมของตัวเครื่องด้วยแอปพลิ เคชัน AnTuTu พบว่าสามารถทำคะแนนได้ทั้งหมด 662,926 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 5 พบว่า ทำคะแนนแบบ Single-Core ได้ทั้งหมด 1,001 คะแนน และทำคะแนนการประมวลผลแบบ Multi-Core ได้ทั้งหมด 3,136 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ด้วยแอปพลิเคชัน 3DMark พบว่า ทำคะแนนทดสอบได้ทั้งหมด 4,221 คะแนน


สำหรับการระบุตำแหน่ง และนำทาง สามารถรองรับได้ทั้งระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Galileo, BeiDou และ QZSS


ทดสอบการเล่นเกมกราฟิกสูงอย่าง Genshin Impact โดยปรับกราฟิก และเฟรมเรทในระดับสูงสุด พบว่าจะมีอาการกระตุก และหน่วงให้เห็นอยู่บ้างเนื่องจากเป็นเกมที่มีการเรนเดอร์ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก แต่หากปรับกราฟิกอยู่ในระดับกลางตามที่ตัวเกมแนะนำ ถือว่าเล่นได้อย่างลื่นไหลน่าประทับใจ และไม่มีอาการสะสมความร้อนให้เห็นมากนัก


นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Focus Mode ที่ช่วยลดการแจ้งเตือนทั้งหมดยกเว้นการแจ้งเตือนที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ผู้ใช้จดจ่อกับการเล่นเกมได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีสิ่งรบกวน


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

มาดูที่โหมดการถ่ายภาพกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno6 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับความโดดเด่นด้านการถ่ายวิดีโอ Portrait โดยรองรับการบันทึกไฟล์วิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ด้วยความเร็ว 60 FPS



พร้อมฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอ Portrait ที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่ Bokeh Flare Portrait Video สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมกับปรับดวงไฟโบเก้ให้มีดวงกลมโตคล้ายกับการถ่ายจากกล้องระดับโปร


ฟีเจอร์ AI Highlight Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบย้อนแสงให้ใบหน้าของบุคคลมีความสว่าง พร้อมกับเก็บรายละเอียดของฉากหลังได้ดีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้การถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยมีความสว่างคมชัดมากขึ้นด้วย


ฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอที่สามารถปรับระดับการเบลอได้ทั้งหมด 100 ระดับ




รวมถึงฟีเจอร์ Focus Tracking ที่ช่วยโฟกัสติดตามวัคถุ หรือตัวแบบภายในเฟรมผ่านการแตะที่หน้าจอเป็นจำนวน 2 ครั้ง


ในส่วนของโหมดถ่ายภาพก็จัดเต็มมาให้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น โหมด Extra HD สำหรับถ่ายภาพบนความละเอียดสูงระดับ 108 ล้านพิกเซล (Ultra-Clear 108MP Image) เพื่อข่วยให้เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น, โหมด Macro สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้ระดับ 4 เซนติเมตร, โหมดถ่ายภาพกลางคืน หรือโหมด Dual-View Video สำหรับถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้า และหลังพร้อมกัน


ด้านกล้องหน้าเซลฟี่มาพร้อมกับโหมดถ่ายวิดีโอที่จัดเต็มไม่แพ้กล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นโหมด Bokeh Flare Portrait Video หรือโหมดถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ โดยรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 1080P


ส่วนการถ่ายภาพนิ่งรองรับการเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait และการเซลฟี่กลางคืนแบบสว่างคมชัดผ่านโหมด Night


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียด 50+16+13+2 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno6 Pro 5G

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดปกติ

 

ภาพถ่ายจากกล้องเลนส์มุมกว้าง Ultra-wide




ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Macro







ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Night




ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait




ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Bokeh Flare Portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 32 ล้านพิกเซลของ OPPO Reno6 Pro 5G



ภาพถ่ายจากโหมดปกติ



ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Reno6 Pro 5G

เรียกได้ว่า OPPO Reno6 Pro 5G เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปที่น่าสนใจในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 เลยก็ว่าได้ ด้วยคุณสมบัติภายในที่ไฮเอนด์จัดเต็มรอบด้าน เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ Soft AMOLED 3D Curved ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล และมีค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ช่วยตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างฉับไว รวมทั้งหน้าจอยังผ่านมาตรฐาน Netflix HD & HDR Certification และ Amazon Prime Video HD & HDR Certifications ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการรับชมคอนเทนต์ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก

ภายในของ OPPO Reno6 Pro 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อปอย่าง Qualcomm Snapdragon 870 ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB ที่มี Expansion RAM ขนาดสูงสุด 7GB เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น พร้อมหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB ที่ช่วยให้เราสามารถเก็บไฟล์, ภาพถ่าย และวิดีโอความละเอียดสูงได้อย่างจุใจ รวมทั้งยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ที่มีระบบชาร์จเร็วแบบ 65W SuperVOOC 2.0 ซึ่งช่วยให้การชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งเป็นไปอย่างฉับไวทันใจ


ด้านกล้องถ่ายภาพที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ก็มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัว ด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซลที่ใช้เซนเซอร์คุณภาพสูงอย่าง Sony IMX766 ผสานกล้อง Ultra Wide Angle, Telephoto และ Macro ที่ช่วยให้เราถ่ายภาพได้ครอบคลุมทุกระยะทุกสถานการณ์ พร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายวิดีโอที่น่าสนใจอย่าง Bokeh Flare Portrait Video ที่ช่วยให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างสวยงามเนียนตาราวกับกล้องมืออาชีพ รวมถึงฟีเจอร์ AI Highlight Video ที่ช่วยให้การถ่ายวิดีโอย้อนแสง และการถ่ายวิดีโอในที่มืดเป็นไปอย่างสวยงามคมชัด

ด้านงานออกแบบก็เรียกว่ายังคงสวยงามตามสไตล์ OPPO Reno Series ด้วยฝาหลังแบบ Reno Glow เวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่มีลักษณะคล้ายกับเกล็ดหิมะชิ้นเล็ก ๆ นับล้าน เพื่อช่วยให้สะท้อนแสงได้อย่างสวยงาม พร้อมตัวเครื่องที่มีความบางเฉียบเพียง 7.99 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบาเพียง 188 กรัม ช่วยให้จับถือใช้งานได้อย่างกระชับมือ


OPPO Reno6 Pro 5G เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วที่ 22,990 บาท พร้อมโปรโมชั่น Early Bird สำหรับผู้ที่สั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 26-31 สิงหาคม 2564 ผ่านช่องทาง Lazada, Shopee, JD Central และ Thisshop ในราคาพิเศษเหลือเพียง 19,990 บาท พร้อมรับฟรี E-VIP Card มูลค่า 8,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจากผู้ให้บริการเครือข่าย ด้วยส่วนลดสูงสุด 9,000 บาท และสิทธิในการผ่อนชำระ 0% เป็นระยะเวลานานสูงสุด 10 เดือน เมื่อซื้อผ่าน OPPO Brand Shop

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Reno6 Pro 5G มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ OPPO Reno6 Pro 5G


- ดีไซน์ตัวเครื่องแบบ OPPO Reno Glow ด้วยฝาหลังที่ได้รับการเคลือบผิวด้วยฟิล์มหลายชั้น ให้มีลักษณะคล้ายเกล็ดหิมะนับล้าน ช่วยสะท้อนสีสันได้อย่างสวยงาม รวมทั้งมีพื้นผิวด้านแบบโปร่งใส ที่สามารถป้องกันรอยนิ้วมือได้ พร้อมความบางเฉียบแบบ Ultra-Slim (7.99 มิลลิเมตร) 
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber
- หน้าจอแสดงผล Soft AMOLED 3D Curved ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2400x1080 พิกเซล : 402 PPI) พร้อมอัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุดที่ 90Hz, อัตราการตอบสนองของระบบสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงสุดที่ 180Hz, รองรับช่วงสีแบบ NTSC ที่ 97%/DCI-P3 ที่ 100%/sRGB ที่ 100%, ค่า Contrast Ratio ที่ 5,000,000:1, ค่าความสว่างสูงสุดที่ 1100 nits, รองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ HDR10+ และระบบปรับความสว่างอัจฉริยะแบบ 360° Light-Sensing
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint Sensor) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 870
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 650
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB พร้อม RAM Expansion ที่ช่วยขยายหน่วยความจำ RAM แบบเสมือนได้สูงสุด 7 GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB
- แบตเตอรี่ Li-Ion ความจุ 4500 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 65W SuperVOOC 2.0 ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ภายในเวลา 31 นาที
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 11.3

กล้องตัวหลักด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบด้วย

> กล้องตัวที่ 1 แบบ Wide (Main) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.8, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 84 องศา), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ All-Pixel Omni Focus (Close-Loop Focus Motor), ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
> กล้องตัวที่ 2 แบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.09 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 123 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
> กล้องตัวที่ 3 แบบ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.4 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.4, ทางยาวโฟกัส 52 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 45 องศา), ระบบซูมแบบ 2x Optical Zoom, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
> กล้องตัวที่ 4 แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 89 องศา และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์

พร้อมไฟแฟลชในตัว (Dual LED Flash), เทคโนโลยี Hardware DOL-HDR, เทคโนโลยี Image Clear Engine, เซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิสี (Color Temperature Sensor), ฟีเจอร์ Flash Snapshot, โหมด Ultra-Clear 108MP, ฟังก์ชัน AI-Palette, รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับ 4K UHD (60 fps), ระบบโฟกัสแบบติดตามวัตถุ (Focus Tracking), โหมด Bokeh Flare Portrait Video, โหมด Portrait Beautification Video, โหมด AI Highlight Video, โหมด Ultra Night Video, โหมด Live HDR และ โหมด Dual-View Video

กล้องด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล

พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.8 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.4, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 80 องศา), โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับ 1080P FHD (1920x1080 พิกเซล : 30 fps) และระบบป้องกันการสั่นขณะถ่ายวิดีโอ (Video Stabilization)

- ลำโพงเสียงแบบคู่แบบ Ultra-Linear พร้อมระบบเสียงแบบ Dolby Atmos
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 5G, 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ Wi-Fi 6
- รองรับการใช้งานระบบซิมคู่ (Dual SIM : Nano SIM + Nano SIM)
- รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.2 และ NFC
- รองรับการระบุตำแหน่ง และนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Galileo, BeiDou และ QZSS
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 2.0) พร้อมรองรับการใช้งาน USB OTG (USB On-the-Go)
- มอเตอร์ X-Axis Linear Motor พร้อมระบบสั่นแบบ 4D Vibration


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Reno6 Pro 5G

- มีให้เลือกเพียงสีเดียวคือ Lunar Grey
- ไม่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วยการ์ดแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G เฉพาะซิมการ์ดที่ 1
- ไม่มีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

 

สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติโดยละเอียด (สเปก) และราคา ของ OPPO Reno6 Pro 5G ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OPPO Reno6 Pro 5G

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


 

วันที่ : 28/08/2021