ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 16/12/2025

รีวิว Samsung Galaxy Tab S11 Ultra แท็บเล็ตเรือธงตัวท็อปแห่งปี บางที่สุด จอใหญ่ที่สุด ปากกาใหม่ ชิปแรงขึ้น แบตใหญ่ขึ้น เครื่องเดียวรับจบทุกงาน
 

 

สวัสดีครับ สำหรับใครที่กำลังตามหาแท็บเล็ตที่ดีที่สุดในฝั่งแอนดรอยด์ Samsung Galaxy Tab S11 Ultra รุ่นนี้คือคำตอบครับ ยิ่งได้ประกบกับ (AI) Book Cover Keyboard Slim ด้วยแล้ว ก็เรียกว่าพกไปใช้งานแทนเครื่องโน้ตบุ๊กได้เลยครับ โดย Galaxy Tab S11 Ultra นั้นเป็นแท็บเล็ตที่บางที่สุดเท่าที่ซัมซุงเคยทำมา และมีจอขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาแท็บเล็ตทั้งหมดในตลาดโลก รวมทั้งมีการอัปเกรดจากรุ่นที่แล้วให้ดีขึ้นหลายจุด ทั้งปากกา S Pen, ชิปประมวลผล, จอแสดงผล, แบตเตอรี่, ซอฟต์แวร์ และอื่น ๆ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ใช้งานแล้วประทับใจมากน้อยแค่ไหน ไปติดตามกันต่อได้เลยครับ

 

ดีไซน์บางเฉียบที่สุดเท่าที่เคยมีมา น้ำหนักเบาลง บาลานซ์ดีขึ้น วัสดุพรีเมียมแข็งแกร่ง

เริ่มแรกเรามาดูกล่องของ Galaxy Tab S11 Ultra กันก่อนครับ ซึ่งมีดีไซน์มินิมัลเรียบง่ายในโทนสีขาว-ดำ และบางเฉียบเข้ากับตัวเครื่อง

 

โดยอุปกรณ์มาตรฐานด้านในนอกจากตัวเครื่องแล้ว ก็จะมีปากกา S Pen รุ่นใหม่, สาย USB-C, เข็มถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือใช้งานแบบด่วน แต่จะไม่มีอะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แถมมาให้ด้วย

 

หนึ่งในจุดขายสำคัญของ Galaxy Tab S11 Ultra ก็คือตัวเครื่องที่บางเฉียบลงเหลือเพียง 5.1 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 5.4 มิลลิเมตร จึงทำให้กลายเป็นแท็บเล็ตที่บางเฉียบที่สุดเท่าที่ซัมซุงเคยมีมา เรียกว่าบางเกือบจะเท่าพอร์ต USB-C อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจะทำให้บางไปกว่านี้ก็คงยากแล้วครับ

 

ด้านน้ำหนักตัวนั้นก็เบาลงเหลือ 695 กรัม จากเดิมที่ 723 กรัม อีกทั้งยังมีบาลานซ์ หรือการเฉลี่ยน้ำหนักที่ดีขึ้นด้วย นั่นคือเวลาจับถือจะไม่รู้สึกว่ามีการทิ้งน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงให้ฟีลในการใช้งานที่ดีกว่าเดิม

 

ด้านวัสดุที่นำมาใช้ก็มีความพรีเมียมแข็งแกร่งเช่นเคย โดยกรอบด้านข้างนั้นทำมาจาก Enhanced Armor Aluminum ที่ถูกปรับปรุงให้มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ส่วนฝาหลังนั้นก็ทำมาจาก Armor Aluninum เช่นกัน

 

โดยลักษณะของพื้นผิวนั้นจะเป็นแบบผิวด้าน ซึ่งมีข้อดีก็คือสามารถป้องกันรอยนิ้วมือ หรือคราบเปื้อนคราบมันต่าง ๆ ได้ดี

 

การเก็บรายละเอียดของชิ้นงานก็ถือว่ามีความประณีตมาก พวกรอยต่อต่าง ๆ มีความเรียบเนียนต่อเนื่องเช่นรอยต่อระหว่างตัวเครื่อง กับกระจกหน้าจอ รวมทั้งพอร์ต กับปุ่มกดต่าง ๆ รอบตัวเครื่อง

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องนั้นมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง, ปุ่มเพาเวอร์, ไมโครโฟน 2 ตัว, ช่องใส่ถาดซิมการ์ด และแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ

 

โดยถาดซิมการ์ดนั้น ในด้านหนึ่งจะรองรับการใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM ส่วนอีกด้านหนึ่งจะรองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD ได้สูงสุดที่ขนาด 2TB ส่วนใครที่ต้องการใช้ 2 ซิม หรือ 2 หมายเลขในเครื่องเดียว ก็สามารถเพิ่มอีกหมายเลขได้ด้วย eSIM

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมีหลุมเล็ก 2 หลุม สำหรับใช้ยึดติดกับคีย์บอร์ด หรือขาตั้ง รวมทั้งมีแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ

 

ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีลำโพงเสียง 2 ตัว, ไมโครโฟน 1 ตัว และแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ

 

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีลำโพงเสียง 2 ตัว, พอร์ต USB-C มาตรฐาน USB 3.2 Gen 1 และแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ

 

ที่ด้านหลังของตัวเครื่องมีกล้องแบบคู่ ได้แก่กล้อง Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กับกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED 1 ดวง ซึ่งแม้จะเป็นกล้องชุดเดิม แต่วงแหวนของเลนส์กล้องถูกปรับดีไซน์ใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมมีการรมสีดำเพื่อให้ดูสวยเข้มกว่าเดิม

 

ซึ่งด้วยเลนส์กล้องที่นูนขึ้นมา หากต้องวางเครื่องนอนไว้บนพื้นราบ เครื่องก็จะถูกยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย และต้องคอยระมัดระวังริ้วรอยที่อาจเกิดขึ้นกับเลนส์กล้อง แต่หากใส่เคสไว้ก็จะไม่มีปัญหาในจุดนี้

 

นอกจากนี้ที่ด้านหลังตัวเครื่องก็ยังมี Pogo Pins สำหรับเชื่อมต่อกับเคสคีย์บอร์ด กับแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบที่ลากยาวมาตลอดแนวกว้างของตัวเครื่อง

 

ตัวเครื่องยังคงมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP68 เช่นเดิม เรียกว่านำออกไปใช้งานแบบลุย ๆ ได้อย่างมั่นใจ และสำหรับ Galaxy Tab S11 Ultra ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นจะมีให้เลือกเพียงแค่สีเดียวคือสีเทา ไม่มีการนำตัวเครื่องสีเงินเข้ามาจำหน่ายด้วย

 

จอปรับปรุงใหม่ ใหญ่ที่สุดในตลาด พร้อมขอบที่บางลง และเทคโนโลยีป้องกันการสะท้อน

อีกจุดขายสำคัญอันดับต้น ๆ ของ Galaxy Tab S11 Ultra ก็คือมีหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาแท็บเล็ตทั้งหมดในตลาดที่ขนาดถึง 14.6 นิ้ว เช่นเดียวกับรุ่นพี่ตั้งแต่ Galaxy Tab S8 Ultra ไปจนถึง Galaxy Tab S10 Ultra

 

โดยเป็นจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียดระดับ WQXGA+ หรือ 2960x1848 พิกเซล ที่มีคุณภาพของการแสดงผลที่ดีเยี่ยม พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz เช่นเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงในบางจุดให้ดีขึ้น

 

อย่างแรกคือมีขอบจอที่บางลงอีก 0.1 มิลลิเมตร เหลือ 5.2 มิลลิเมตร เรียกว่าบางกว่ารุ่นที่จอเล็กกว่าอย่าง Galaxy Tab S11 เสียอีก

 

ต่อมาคือมีรอยบากที่เล็กลงด้วยกล้องหน้าที่เหลือแค่ตัวเดียว และปรับให้เป็นทรงโค้ง จากเดิมที่เป็นทรงเหลี่ยม ซึ่งโดยส่วนตัวขณะใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกขัดตาแต่อย่างใด โดยเฉพาะในขณะที่เปิดชมคอนเทนต์วิดีโอแนวนอนส่วนใหญ่ก็มักจะมีเหลือขอบดำด้านบนที่กลืนรอยบากอยู่แล้วนั่นเอง

 

อีกสิ่งที่พัฒนาขึ้นมากก็คือความสว่างสูงสุดของหน้าจอที่เพิ่มขึ้นเป็น 1600 nits จากเดิมที่ 930 nits รวมทั้งมีเทคโนโลยี Anti Reflection ที่มีอัตราการสะท้อนของหน้าจอต่ำกว่า 2% ซึ่งใน Galaxy Tab S11 รุ่นธรรมดาจะไม่มีเทคโนโลยีนี้ ดังนั้นเมื่อมีทั้ง 2 อย่างมารวมกัน จึงทำให้การแสดงผลในที่กลางแจ้ง หรือในที่ที่มีแสงจ้านั้นดีขึ้นมาก และมีเงาสะท้อนน้อยลงอย่างชัดเจน

 

ด้านอัตราส่วนของการแสดงผลก็ยังคงเป็นแบบ 16:10 เช่นเดิม ซึ่งน่าจะเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแท็บเล็ตที่ต้องใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน โดยเฉพาะในแนวตั้งนั้นก็จะสามารถเปิดใช้หลายหน้าต่างพร้อมกันได้ดีกว่า สามารถเห็นรายละเอียดได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเลื่อนจอมาก เหมาะกับการใช้ดูข้อมูล, วาดภาพ, จดโน้ต, อ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งการเขียนโค้ด ส่วนในแนวนอน หากเป็นแอปพลิเคชันที่รองรับอัตราส่วนแบบ 16:10 เราก็จะเห็นรายละเอียดมากกว่าจออัตราส่วนแบบ 16:9

 

อย่างไรก็ดี สำหรับคอนเทนต์วิดีโอแนวนอนใน Netflix กับ YouTube หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแบบ 16:9 ดังนั้นจึงเหลือขอบดำด้านบน-ด้านล่างเยอะกว่า

 

และแม้ Galaxy Tab S11 Ultra จะมีจุดขายตรงจอที่ใหญ่ที่สุด แต่ในอีกด้านก็จะไม่เหมาะกับการถือใช้งานด้วยมือข้างเดียว โดยการใช้งานจริงจะต้องใช้ 2 มือจับไว้ หรือไม่ก็ต้องหาที่วางเครื่องไว้ ไม่ว่าจะเป็นวางบนโต๊ะ, วางบนตัก หรือวางบนขาตั้ง

 

ส่วนระบบการยืนยันตัวตน Galaxy Tab S11 Ultra นั้นก็ยังคงมาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ และระบบจดจำใบหน้า

 

ปากกา S Pen รุ่นใหม่ ดีไซน์แบบดินสอจริง วาดเขียนดีขึ้น พร้อมฟีเจอร์ Quick Tools

สิ่งใหม่อีกอย่างที่มาพร้อมกับ Galaxy Tab S11 Ultra ก็คือปากกา S Pen รุ่นใหม่ดีไซน์ใหม่แบบ Hexagon-Shaped ซึ่งเป็นหกเหลี่ยมแบบดินสอจริง ที่มีความสมมาตรเท่ากันทุกด้าน เวลาจับถือจึงรู้สึกคุ้นเคยไม่ต่างจากดินสอที่เคยใช้กันมาตั้งแต่เด็ก

 

นอกจากตัวปากกาจะเปลี่ยนไปแล้ว หัวปากกาก็เปลี่ยนมาเป็นแบบ Cone Shape ที่ถูกปรับลดความแหลมลง ซึ่งช่วยให้มีพื้นที่ของหัวปากกาเพิ่มขึ้น และลงน้ำหนักได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น การวาดเขียนจึงดีกว่าเดิม

 

โดยปากกา S Pen ใหม่นี้ก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายกับปากกา S Pen บน Galaxy S25 Ultra นั่นคือไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ แต่ก็ถูกตัดการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ออกไป ดังนั้นจึงไม่สามารถควบคุมจากระยะไกลด้วยฟีเจอร์ Air Actions ได้ แต่ประสิทธิภาพด้านการวาดเขียนก็ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเดิมบนเทคโนโลยี Digitizer ที่ฝังอยู่บนหน้าจอ

 

รวมทั้งยังคงสามารถจ่อหัวปากกาไว้ใกล้ ๆ หน้าจอเพื่อเรียกใช้ฟีเจอร์ Air Command ได้

 

และตัวปากกาก็ยังคงมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP68 เช่นเดิม

 

อีกฟีเจอร์ใหม่สำหรับการใช้งานปากกา S Pen ใน Galaxy Tab S11 Ultra ก็คือฟีเจอร์ Quick Tools ในแอปพลิเคชัน Samsung Notes กับ PENUP โดยวิธีเรียกใช้งานก็เพียงแค่จ่อหัวปากกาไว้ใกล้ ๆ หน้าจอแล้วกดปุ่มด้านข้างปากกาเท่านั้น ซึ่ง Quick Tools นี้ก็จะช่วยให้เราสามารถตั้งค่าปากกาได้จากทุกจุดบนหน้าจอโดยไม่ต้องเสียเวลาเอื้อมมือไปเลือกที่เมนูด้านบน ทั้งประเภทของปากกา, ความหนาของเส้น, ความเข้มของสี, การเพิ่มสไตล์ปากกาที่ชอบ และการเรียกใช้ฟีเจอร์ของ Galaxy AI

 

ลูกเล่นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือเราสามารถลากเอา Quick Tools ไปไว้ที่ขอบด้านซ้าย หรือด้านขวาของหน้าจอได้ด้วย และตัวเลือกใน Quick Tools ก็จะถูกขยายออกให้กว้างขึ้น ซึ่งก็สะดวกไปอีกแบบ

 

ส่วนการกดปุ่มด้านข้างปากกาค้างเอาไว้ก็คือการใช้งานเป็นยางลบนั่นเอง

 

นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ Galaxy AI ล้ำ ๆ อย่าง Note Assist เข้ามาช่วยในเรื่องของการจดบันทึก และการวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Auto Format ที่ช่วยจัดรูปแบบของเนื้อหาให้โดยอัตโนมัติ, ฟีเจอร์ Summarize ที่ช่วยสรุปเนื้อหาให้อ่านง่าย, ฟีเจอร์ Translate ที่ช่วยแปลเนื้อหาให้เป็นภาษาต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะคัดลอกไปใช้ต่อที่อื่น หรือว่าจะให้แทนที่เนื้อหาเดิม, ฟีเจอร์ Drawing Assist ที่ช่วยแปลงรูปวาด หรือลายเส้นต่าง ๆ ในเนื้อหาให้กลายเป็นรูปในสไตล์ต่าง ๆ ที่สวยดูดีขึ้นได้ และฟีเจอร์ Transcript ที่ช่วยถอดข้อความจากเสียงที่บันทึกเอาไว้ เช่นเสียงที่บันทึกจากการประชุม, การสัมภาษณ์ หรือการเรียนการสอน

 

อีกตัวอย่างที่มีประโยชน์มากก็คือ ขณะที่เรากำลังอ่านเนื้อหาภาษาต่างประเทศ หากมีส่วนไหนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ เราก็สามารถจ่อหัวปากกาไปที่ข้อความส่วนนั้นเพื่อให้ช่วยแปลได้ทันที อีกทั้งเรายังสามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้แปลทั้งย่อหน้า หรือแปลแยกเป็นคำ

 

และยังมีฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Sticky Note ใน Samsung Notes ที่ช่วยให้เราสามารถจดโน้ต, จดไอเดีย หรือจดสิ่งที่ต้องทำได้แบบด่วน ๆ คล้ายกับการใช้กระดาษ Post-it

 

สำหรับการใช้งานปากกา S Pen ร่วมกับแอปพลิเคชัน 3rd Party อื่น ๆ เช่น Sketchbook ก็มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเช่นกัน

 

อีกทั้งผู้ใช้งาน Galaxy Tab S11 Ultra ยังได้รับสิทธิ์ใช้งานแอปพลิเคชัน Clip Studio Paint EX ฟรี 6 เดือน และแอปพลิเคชัน Goodnotes ฟรี 1 ปี อีกด้วย

 

ส่วนวิธีการเก็บปากกา S Pen ก็ไม่ยาก เพราะเป็นระบบแม่เหล็กดูดติดที่ขอบตัวเครื่อง ที่มีทั้งด้านบนขวา, ด้านซ้ายล่าง และด้านขวาล่าง

 

เคสคีย์บอร์ด (AI) Book Cover Keyboard Slim ที่เกิดมาคู่กับ Galaxy Tab S11 Ultra

อุปกรณ์เสริมที่เหมาะจะนำมาใช้คู่กับ Galaxy Tab S11 Ultra เป็นอย่างยิ่งก็คือ (AI) Book Cover Keyboard Slim ที่อยู่ในกล่องดีไซน์มินิมัลนี้นั่นเองครับ ซึ่งหากเป็นช่วงโปรโมชันก็จะมีแถมมาให้ แต่หากซื้อแยกก็จะมีราคาอยู่ที่ 6,990 บาท

 

สำหรับ (AI) Book Cover Keyboard Slim นี้ก็เป็นได้ทั้งเคส และคีย์บอร์ดในตัวเดียวกัน โดยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 466 กรัม และมีความหนาอยู่ที่เพียง 13.2 มิลลิเมตร ถือเป็นเคสคีย์บอร์ดที่บางเบาที่สุดเลยก็ว่าได้

 

ส่วนบริเวณกล้องคู่ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ก็จะมีกรอบโลหะทรงแคปซูลมาช่วยปกป้องเอาไว้

 

การใส่เคสก็ไม่ยากเพราะเป็นระบบแม่เหล็กที่จะดูดติดกับด้านหลังตัวเครื่อง และเมื่อจะกางออกมาใช้งานก็เพียงแค่วางขอบด้านล่างของตัวเครื่องให้ตรงร่อง จากนั้นขั้ว Pogo Pins ที่ด้านหลังก็จะถูกดูดติดเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อนำเคสนี้มาประกบเข้ากับ Galaxy Tab S11 Ultra พร้อมเมาส์บลูทูธสักตัว ก็จะกลายเป็นเหมือนโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

แต่สิ่งที่ได้เปรียบกว่าโน้ตบุ๊กก็คือเรื่องของน้ำหนักที่เบากว่า และบางกว่า นั่นคือมีน้ำหนักรวมกันอยู่ที่เพียงแค่ประมาณ 1.16 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่าโน้ตบุ๊กจอ 14 นิ้วทั่วไปอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงพกพาได้สะดวกคล่องตัวกว่ามาก

 

ในส่วนของคีย์บอร์ดนั้น หากเป็นเวอร์ชันที่วางจำหน่ายในประเทศไทย ก็จะมีการสกรีนตัวอักษรภาษาไทยไว้ให้เรียบร้อย โดยระยะยุบของปุ่มกดนั้นค่อนข้างสั้น แต่ก็มีเสียงที่เงียบไม่รบกวนคนรอบข้าง รวมทั้งไม่มีแผงปุ่ม Numpad กับ Trackpad ซึ่งหากใครที่เคยชินกับการใช้คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ใหญ่ ๆ หรือคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊กแบบฟูลไซซ์ก็อาจจะต้องปรับตัวให้ชินกันสักพัก

 

ปุ่มพิเศษปุ่มหนึ่งก็คือปุ่ม AI ที่เป็นรูปดาว 4 ดวง ซึ่งเมื่อกดแล้วก็จะเป็นการเปิด Gemini ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หรือหากเราต้องการให้เรียกใช้ Bixby แทนก็สามารถตั้งค่าได้เช่นกัน

 

เมื่อเรากดปุ่ม Caps Lock ไว้ก็จะมีไฟ LED สว่างขึ้นมาให้เราเห็น ส่วนปุ่มฟังก์ชันก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเรียกใช้แอปพลิเคชัน หรือตั้งค่าต่าง ๆ เช่นการปรับโหมดการใช้งาน Samsung DeX

 

ส่วนการกดสลับภาษาก็ยังคงไม่รองรับการกดด้วยปุ่มเดียว ยังคงต้องกดพร้อมกัน 2 ปุ่ม ซึ่งเลือกได้ 3 รูปแบบได้แก่ Shift+Spacebar, Ctrl+Spacebar และ Left Alt+Shift

 

อย่างไรก็ดีส่วนที่เป็นคีย์บอร์ดนี้จะไม่สามารถถอดแยกออกจากเคสได้ ซึ่งต่างจากเคสคีย์บอร์ดของบางรุ่นที่ผ่านมา เช่นของ Galaxy Tab S8 Ultra

 

จุดสังเกตอีกอย่างก็คือเคสคีย์บอร์ดนี้จะไม่สามารถปรับองศาของจอภาพได้ ดังนั้นการใช้งานจึงควรหาที่วางที่มีระดับความสูงที่พอเหมาะกับระดับสายตาด้วยเช่นกัน

 

ชิปเซ็ตใหม่ Dimensity 9400+ ที่เร็วแรงกว่าเดิม ประมวลผล AI ได้ยอดเยี่ยม

อีกจุดสำคัญที่ถูกอัปเกรดขึ้นใน Galaxy Tab S11 Ultra ก็คือการเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ตเรือธงตัวใหม่ล่าสุดของค่าย MediaTek อย่าง Dimensity 9400+ ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 3nm และเด่นในเรื่องการประมวลผล AI ซึ่งหากเทียบกับรุ่นเดิมอย่าง Dimensity 9300+ ที่ใช้ใน Galaxy Tab S10 Ultra ก็จะมี NPU ที่เร็วขึ้น 33% ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพด้านการประมวลผล AI นั้นดีขึ้น 20% รวมทั้งมีประสิทธิภาพของ CPU ที่ดีขึ้น 24% และมีประสิทธิภาพของ GPU ที่ดีขึ้น 27%

 

ด้านหน่วยความจำ RAM นั้นเป็นแบบ LPDDR5X ขนาด 12GB ส่วนหน่วยความจำ ROM นั้นเป็นแบบ UFS 4.0 ที่มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 256GB กับ 512GB และสามารถใส่การ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD เพิ่มได้อีกสูงสุดที่ขนาด 2TB

 

ส่วนระบบระบายความร้อนที่อยู่ภายในนั้นเป็น Vapor Chamber ขนาดใหญ่ ซึ่งด้วยตัวเครื่องที่ใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะมีพื้นที่ให้ใส่อย่างเหลือเฟือ ดังนั้นถึงแม้จะต้องมีการประมวลผลแบบหนัก ๆ แบบต่อเนื่อง ก็ยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเครื่องไม่ร้อน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 2,743,811 คะแนน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 6 ก็พบว่าได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Single-Core ที่ 2,641 คะแนน และได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Multi-Core ที่ 8,369 คะแนน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมด้วยเกมกราฟิกหนัก ๆ และเกมยอดนิยมหลายเกมก็พบว่าสามารถปรับค่ากราฟิกระดับสูงสุด กับเฟรมเรตสูงสุดได้ทุกเกม และด้วยจอที่ใหญ่ที่สุดถึง 14.6 นิ้ว กับลำโพงเสียงกระหึ่ม 4 ตัว ก็ยิ่งทำให้ได้อรรถรสด้านภาพ และเสียงมากกว่าการเล่นเกมบนสมาร์ตโฟนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

 

อย่างไรก็ดีด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่ การควบคุมขณะเล่นเกมก็จะไม่คล่องมือเท่ากับการเล่นบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตที่มีจอเล็กกว่านี้ และถ้าต้องถือเล่นนาน ๆ ก็คงต้องมีอาการเมื่อยมือเมื่อยแขนกันบ้างครับ

 

ซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุด ฟีเจอร์ด้านการทำงานล้ำกว่าเดิม พร้อมอัปเดตยาว 7 ปี

ในเรื่องของซอฟต์แวร์ก็นับเป็นจุดแข็งของซัมซุงมานาน โดยเฉพาะใน Galaxy Tab S11 Ultra รุ่นนี้ที่ครบเครื่องเรื่องการทำงานที่สุด ซึ่งมาพร้อมกับ Android 16 และ One UI 8 เวอร์ชันล่าสุดตั้งแต่แกะกล่อง โดยไม่ต้องรอการอัปเดต อีกทั้งยังมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด และมี User Interface ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานบนจอขนาดใหญ่

 

โดย Galaxy Tab S11 Ultra เครื่องนี้สามารถปรับแต่งการทำงานแบบ Multitasking ได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไฮไลต์อย่างแรกก็คือมันสามารถรองรับการสร้าง Workspace ที่ปรับแต่งได้เองสูงสุดถึง 4 หน้าเดสก์ท็อป ซึ่งประโยชน์ก็คือเราสามารถแยกประเภทของกิจกรรมที่เราต้องการทำได้ชัดเจน และพร้อมที่จะกลับมาใช้งานต่อได้ทันที เช่นในเดสก์ท็อปที่ 1 ให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำงาน, เดสก์ท็อปที่ 2 ให้เป็นพื้นที่สำหรับการตกแต่งภาพ, เดสก์ท็อปที่ 3 ให้เป็นพื้นที่สำหรับความบันเทิง และเดสก์ท็อปที่ 4 ให้เป็นพื้นที่สำหรับการงานศิลปะ

 

อย่างไรก็ดีเราจะไม่สามารถเปิดแอปพลิเคชันตัวเดียวกันพร้อมกันใน 2 เดสก์ท็อปได้ เช่นหากเราเปิด YouTube ไว้ในเดสก์ท็อป 3 แต่พอเรามาเข้ามาที่เดสก์ท็อป 1 แล้วเปิด YouTube อีกครั้ง แอปพลิเคชัน YouTube ในเดสก์ท็อป 3 ก็จะหายไป

 

โดยในแต่ละเดสก์ท็อปเราสามารถเปิดหน้าต่างได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 หน้าต่าง ซึ่งด้วยจอที่ใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว แม้จะเปิดพร้อมกัน 4 หน้าต่าง ก็ยังคงมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน ราวกับมีสมาร์ตโฟนจอใหญ่ 4 เครื่องมาวางเรียงกันเลยทีเดียว

 

ซึ่งการที่เราสามารถเปิดให้แต่ละแอปพลิเคชันแยกเป็นหน้าต่างแบบนี้ใน Dex Mode ได้นั้น ก็จะคล้ายกับการทำงานบนเครื่องโน้ตบุ๊ก หรือเครื่องพีซีที่เราคุ้นเคยนั่นเอง

 

โดยแต่ละหน้าต่างเราสามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ ทั้งการย่อ-ขยาย และการย้ายตำแหน่ง

 

หากต้องการให้แสดงผลแบบเต็มจอ เราก็เพียงลากหน้าต่างขึ้นไปที่รอยบากด้านบน หรือถ้าหากจะให้กลับมาเป็นหน้าต่างเหมือนเดิม เราก็เพียงลากนิ้วจากรอยบากด้านบนลงมา

 

สามารถลากหน้าต่างไปชิดที่ขอบจอด้านซ้าย หรือด้านขวาได้พอดีโดยอัตโนมัติ รวมทั้งสามารถเปิดอีกหน้าต่างมาชิดขอบคู่กัน และยังคงสามารถปรับขนาดของหน้าต่างได้อย่างอิสระเช่นเดิม

 

ในขณะที่เรากำลังเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอันใดอันหนึ่งแบบเต็มจออยู่ เราก็สามารถลากนิ้วจากขอบด้านล่างเพื่อเปิด Dock แล้วลากแอปพลิเคชันที่ต้องการมาแทรกเพิ่มได้ รวมทั้งสามารถเปลี่ยนการจัดเรียงเป็นแบบบน-ล่าง หรือจะสลับฝั่งกันก็ได้

 

แม้จะเป็นการเปิดหน้าต่างคู่กัน แต่หากเราต้องการใช้งานแอปพลิเคชันฝั่งใดก่อนบนจอกว้าง ๆ เราก็สามารถเปิดใช้โหมด Expanded ด้วยการลากเส้นแบ่งตรงกลางไปให้เกือบสุดขอบ จนอีกหน้าต่างกลายเป็นสีเทา ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถโฟกัสกับงานในหน้าต่างหลักได้อย่างเต็มที่

 

และหากอยากสลับไปโฟกัสงานที่หน้าต่างอีกฝั่งบ้าง เราก็เพียงแตะตรงพื้นที่สีเทาของอีกฝั่งเท่านั้น ซึ่งโหมด Expanded นี้เราจะใช้แบบซ้าย-ขวา หรือแบบบน-ล่างก็ได้

 

หากอยากเปิดใช้งาน 3 หน้าต่างพร้อมกัน ก็สามารถลากแอปพลิเคชันจาก Dock เข้ามาแทรกเพิ่มได้ รวมทั้งสามารถปรับขนาด และปรับเปลี่ยนตำแหน่งการจัดวางได้อย่างอิสระ อย่างการจัดเรียงในแนวตั้งทั้ง 3 หน้าต่างก็ได้มุมมองที่ดีเช่นกัน

 

ส่วนใครที่จะนำไปใช้ทำงานจริงจังขึ้นไปอีกขั้น Galaxy Tab S11 Ultra ก็มาพร้อมกับ Samsung DeX เวอร์ชันล่าสุด ที่ให้ประสบการณ์ในการใช้งานเหมือนกับเครื่องโน้ตบุ๊ก หรือเครื่องพีซีมากขึ้น และแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อได้ทั้งแบบไร้สาย และผ่านสาย

 

ฟีเจอร์ไฮไลต์ก็คือ Extended Mode ใหม่ล่าสุดที่รองรับการขยายการใช้งานออกไปยังหน้าจอที่สอง หรือหน้าจอเสริม ที่ไม่ใช่เพียงแค่การโคลนหน้าจอ หรือมิเรอร์หน้าจอเท่านั้น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี

 

เช่นหากเราต้องการเขียนบทความใน Galaxy Tab S11 Ultra ไปพร้อม ๆ กับการค้นหาข้อมูลบนจอเสริมขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องเสียเวลาสลับหน้าต่างไปมาในจอเดียว เราก็เพียงแค่เชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Wireless DeX กับจอเสริมที่รองรับ หรือหากเป็นจอเสริมทั่วไปก็ให้เราหาสาย USB-C to HDMI ที่รองรับมาตรฐาน DisplayPort Alt Mode มาใช้ก็ได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้เรายังสามารถจัดเรียงตำแหน่งระหว่างจอแท็บเล็ต กับจอเสริมได้ทุกทิศทาง เช่นหากเราเลือกให้จอเสริมอยู่ที่ด้านบน เมื่อเราลากเคอร์เซอร์เมาส์จากจอแท็บเล็ตขึ้นไปจนพ้นขอบด้านบน เคอร์เซอร์ก็จะไปปรากฏที่ขอบด้านล่างของจอเสริมแบบต่อเนื่องกันนั่นเอง

 

อย่างไรก็ดีเราจะไม่สามารถเลือกหน้าเดสก์ท็อปในจอเสริมซ้ำกับที่ใช้ในจอแท็บเล็ตขณะนั้นได้

 

และแน่นอนว่านอกจากจะรองรับการขยายหน้าจอในแบบ Extended Mode แล้ว การโคลนหน้าจอ หรือการมิเรอร์หน้าจอแบบปกติก็ยังสามารถทำได้เช่นเดิม

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากเรามีสมาร์ตโฟนซัมซุงอยู่แล้ว เราก็สามารถนำมาเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับ Galaxy Tab S11 Ultra ได้ด้วยแอปพลิเคชัน Samsung Flow ที่รองรับทั้งการแชร์หน้าจอ, การถ่ายโอนเนื้อหา และการซิงค์การแจ้งเตือน หรือจะเป็นฟีเจอร์ Multi Control ที่รองรับการควบคุมทั้งสมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต ด้วยเมาส์ กับคีย์บอร์ดชุดเดียวกัน รวมทั้งสามารถถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกันได้ด้วย เช่นหากเรามีรูปสวย ๆ ที่ถ่ายด้วย Galaxy S25 FE เราก็สามารถลากเอามาใช้งานต่อใน Galaxy Tab S11 Ultra ได้ทันที

 

และสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้อีกอย่างก็คือ Galaxy Tab S11 Ultra นั้นจะได้รับการอัปเดตระบบปฏิบัติการถึง 7 รุ่น และจะได้รับการอัปเดตระบบความปลอดภัยนานถึง 7 ปี หรือจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2032 เรียกว่าได้ใช้งานกันยาว ๆ จนเกินคุ้มเลยทีเดียว

 

ฟีเจอร์ AI ใหม่ครบเครื่องที่สุด เหมือนมีผู้ช่วยอัจฉริยะตามไปทุกที่

ด้านฟีเจอร์ AI ใหม่ล่าสุด ก็มีใส่มาให้อย่างครบถ้วนเช่นเดียวกับตัวเรือธงอื่น ๆ ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น Galaxy S25, Galaxy Z Flip7 และ Galaxy Z Fold7 ทั้งในส่วนของ Galaxy AI และ Google Gemini

 

อย่าง Gemini ล่าสุดก็ได้อัปเดตมาเป็นโมเดลล่าสุดอย่าง Gemini 3 Pro กับ Nano Banana Pro ซึ่งมาพร้อมกับโหมด Thinking ที่คิดวิเคราะห์ได้ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้กระทั่งจะใช้สร้างภาพ Infographic ที่สรุปข้อมูลของสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นภาษาไทยก็สามารถทำได้

 

และแน่นอนว่าการพูดคุยถามตอบแบบ Realtime กับ Gemini Live ก็มีพร้อมให้ใช้งาน รวมทั้งรองรับการแชร์รูปถ่ายจากกล้อง หรือการแชร์ภาพหน้าจอ

 

มีฟีเจอร์ยอดนิยมอย่าง Circle to Search ที่นอกจากจะวาดวงกลมล้อมรอบสิ่งที่เราต้องการรู้ข้อมูลได้แล้ว ก็ยังสามารถใช้แปลภาษาต่าง ๆ จากภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอได้ด้วย

 

นอกจากจะมีฟีเจอร์ดี ๆ อย่าง Note Assist กับ Drawing Assist ที่ได้พูดถึงไปแล้วในส่วนของใช้งาน Samsung Notes กับปากกา S Pen ก็ยังมีฟีเจอร์ Sketch to image ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างภาพของสิ่งใหม่เพิ่มเติมเข้าไปในภาพเดิมด้วยการวาดลายเส้นแบบง่าย ๆ

 

มีฟีเจอร์ Writing Assist เอาไว้ช่วยปรับการเขียนของเราให้ถูกต้องเหมาะสมกับการนำไปใช้งานต่อ เช่นการร่างจดหมาย หรือการแปลเนื้อหาดั้งเดิมไปสู่ภาษาต่าง ๆ

 

มีฟีเจอร์ Generative Edit ที่สามารถปรับแต่งแก้ไขรูปภาพด้วย AI ได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลบวัตถุ, การย้ายตำแหน่งของวัตถุ หรือย่อ-ขยายขนาดของวัตถุ

 

มีฟีเจอร์ Audio Eraser สำหรับแก้ไขระดับเสียงในคลิปวิดีโอให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ทั้งเสียงรบกวน, เสียงลม, เสียงเพลง และเสียงพูดคุย

 

มีฟีเจอร์ Auto Trim สำหรับให้ AI ช่วยตัดต่อวิดีโอจากฟุตเทจยาว ๆ ให้เหลือเฉพาะช่วงที่เป็นไฮไลต์ โดยเราสามารถเลือกความยาวของฟุตเทจได้ว่าจะให้เหลือกี่วินาที

 

แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น จัดการพลังงานได้ดีขึ้น พร้อมชาร์จไว 45W

อีกหนึ่งการอัปเกรดของ Galaxy Tab S11 Ultra ก็คือมีความจุของแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเป็น 11600mAh จากเดิมที่ 11200mAh ประกอบกับชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Dimensity 9400+ ที่มีการจัดการพลังงานที่ดีขึ้นจึงช่วยให้ Galaxy Tab S11 Ultra นั้นสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น ซึ่งเท่าที่มีโอกาสได้ใช้งานในหลากหลายรูปแบบในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร, เปิดเว็บ, เล่นโซเชียล, วาดเขียน, ดูหนัง, ฟังเพลง, ประชุมออนไลน์ หรือเล่นเกม ก็ต้องบอกว่าสามารถใช้งานแบบมาราธอนตั้งแต่เช้าจรดค่ำได้แบบสบาย ๆ ซึ่งก็ขอยกให้เป็นหนึ่งในแท็บเล็ตที่มีแบตเตอรี่อึดทนที่สุด แม้จะมีจอที่ใหญ่ถึง 14.6 นิ้วก็ตาม

 

ด้านการชาร์จนั้นยังคงเร็วเท่าเดิมนั่นคือเป็นระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 45W Super Fast Charging 2.0 ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ภายในเวลาประมาณ 96 นาที หรือราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นจึงถือว่าไม่ได้ชาร์จเร็วมากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับสถานการณ์ทั่วไป

 

ลำโพงเสียงดี 4 ตัว คุณภาพเสียงชั้นดีมีมิติ อรรถรสด้านความบันเทิงมาเต็ม

อีกสิ่งที่น่าประทับใจเป็นพิเศษสำหรับ Galaxy Tab S11 Ultra รุ่นนี้ก็คือลำโพงเสียง 4 ตัว ที่มาพร้อมกับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos ซึ่งให้เสียงที่มีมิติ แยกทิศทางได้ชัดเจน รายละเอียดเคลียร์ครบทุกย่านเสียง มีพลังเสียงเหลือเฟือ มีเสียงเบสทุ้มกำลังดี เรียกว่าให้อรรถรสด้านเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ผิดหวัง ทั้งการดูหนัง, ฟังเพลง และเล่นเกม เหมือนกับมีลำโพงตั้งโต๊ะดี ๆ ตัวนึงไว้ใช้งานเลยทีเดียวครับ

 

นอกจากนี้ยังรองรับการปรับแต่งเสียงด้วย Equlizer, ฟังก์ชัน Boost Dialogue, ฟังก์ชัน Loudness Normalization, ฟังก์ชัน Adapt Sound และฟังก์ชัน UHQ Upscaler

 

กล้องหลังคู่ชุดเดิม พร้อมกล้องหน้ามุมกว้างพิเศษ รองรับการใช้งานหลากหลาย

ด้านกล้องถ่ายภาพตัวหลักที่ด้านหลังนั้นก็ยังคงใช้กล้องคู่เดิม นั่นคือกล้อง Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.0 กับระบบโฟกัสอัตโนมัติ และกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2

 

ส่วนกล้องด้านหน้านั้นถูกตัดให้เหลือเพียงกล้องเดียว จากเดิมที่เป็นกล้องคู่ โดยเป็นกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และมุมรับภาพ 120°

 

นอกจากนี้ก็ยังรองรับการบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่เฟรมเรต 30fps ได้ทั้งกล้องหลัง และกล้องหน้า

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าผู้ใช้งาน Galaxy Tab S11 Ultra ทุกคนก็คงจะมีสมาร์ตโฟนเอาไว้ถ่ายภาพโดยเฉพาะอยู่แล้ว และการที่จะยกเอาแท็บเล็ตจอใหญ่ยักษ์ขึ้นมาถ่ายภาพก็คงจะไม่สะดวกคล่องตัวนัก ดังนั้นกล้องที่มีอยู่ใน Galaxy Tab S11 Ultra ก็น่าจะมีไว้เพื่อการใช้งานบางอย่างที่จำเป็น หรือเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานผ่านแท็บเล็ตเสียมากกว่า เช่นการใช้กล้องหน้า กับกล้องหลังเพื่อการประชุมออนไลน์, การถ่ายภาพ/ถ่ายวิดีโอประกอบเนื้อหา, การเก็บภาพสถานที่สวย ๆ เพื่อนำมาเป็นไอเดียในงานออกแบบ, การเก็บภาพงานศิลปะสวย ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการวาด าพ และอื่น ๆ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Samsung Galaxy Tab S11 Ultra

 

รองรับ 5G ใส่ซิมได้ โทรได้ พร้อมออนไลน์ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของ Galaxy Tab S11 Ultra ที่ต่างจากโน้ตบุ๊กทั่วไปก็คือรองรับการใส่ซิมการ์ด 5G เพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต และโทรออก-รับสายได้ในตัว โดยไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตจากเครื่องอื่น ดังนั้นจึงมีความคล่องตัวสูง โดยเฉพาะคนทำงานออนไลน์ที่ต้องทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

 

นอกจากนี้ก็ยังรองรับมาตรฐาน WiFi 7 ซึ่งมีความเร็วของการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า WiFi 6 เกือบ 5 เท่า รวมทั้งมีความหน่วงต่ำกว่า, มีแบนด์วิดท์กว้างกว่า และการเชื่อมต่อมีความเสถียรมากกว่า

 

ส่วน Bluetooth นั้นก็อัปเกรดมาใช้ Bluetooth 5.4 จากเดิมที่เป็น Bluetooth 5.3 ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น, รับ-ส่งข้อมูลเร็วขึ้น, การเชื่อมต่อเสถียรขึ้น และรองรับอุปกรณ์ได้มากขึ้น

 

สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน

และที่ผ่านไปข้างต้นก็คือสิ่งที่น่าสนใจทั้งหมดของ Samsung Galaxy Tab S11 Ultra หลังจากที่ผมมีโอกาสได้ใช้งานมาร่วม 2 เดือน และนำมารีวิวให้ชมกันครับ ซึ่งโดยสรุปแล้ว Galaxy Tab S11 Ultra นั้นแม้จะมีราคาที่สูงกว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ในตลาด แต่ด้วยคุณสมบัติระดับเรือธงต่าง ๆ ที่ใส่มาให้สุดในแทบทุกด้านก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อครับ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนำไปใช้งานอย่างจริงจังในทุกรูปแบบ หรือแม้กระทั่งคนที่อยากหาอุปกรณ์ที่จะมาแทนที่โน้ตบุ๊กเพราะพกพาได้ง่ายกว่า Galaxy Tab S11 Ultra ก็สามารถรับจบได้สบาย ๆ ยิ่งเป็นคนที่วางแผนจะถือใช้งานแบบยาว ๆ หลายปี ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ

 

สำหรับ Galaxy Tab S11 Ultra ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นจะมีเพียงสีเดียวคือสีเทา กับราคาเริ่มต้นที่ 46,900 บาท สำหรับรุ่น RAM 12GB+ROM 256GB และราคา 52,900 บาท สำหรับรุ่น RAM 12GB+ROM 512GB พร้อมโปรโมชันหลักคือเลือกรับฟรี (AI) Book Cover Keyboard Slim มูลค่า 6,990 บาท หรือรับฟรีอัปเกรดความจุเป็น 512GB มูลค่า 6,000 บาท ส่วนโปรโมชันอื่น ๆ อาจแตกต่างกันไปตามช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ ครับ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) ของ Samsung Galaxy Tab S11 Ultra

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy Tab S11 Ultra ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy Tab S11 Ultra

 

 

วันที่ : 16/12/2025

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy