รีวิว Xiaomi 17 Ultra เรือธงกล้อง Leica ยุคใหม่ ด้วย LOFIC HDR และระบบ Optical Zoom แบบกลไกหนึ่งเดียวในวงการ พร้อมเลนส์ Leica APO เป็นครั้งแรก บนดีไซน์ที่บางเบากว่าเดิม
สวัสดีครับ หากใครกำลังตามหาสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ที่ถ่ายภาพได้ดีที่สุด เครื่องที่อยู่ในมือของผมตอนนี้อาจจะเป็นคำตอบของคุณก็ได้ครับ เพราะนี่คือ Xiaomi 17 Ultra เรือธงตัวท็อปใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกล้อง Leica ที่ถูกยกเครื่องครั้งใหญ่ ด้วยกล้อง Ultra Dynamic เซนเซอร์ Light Fusion 1 นิ้ว ที่มากับเทคโนโลยี LOFIC HDR ผสานกล้อง Telephoto 200MP ที่มากับระบบ Optical Zoom แบบกลไกช่วง 75-100 มิลลิเมตร เป็นครั้งแรกของโลก อีกทั้งยังเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของโลกที่ได้รับมาตรฐาน Leica APO ซึ่งเข้มงวดเป็นอย่างมาก รวมทั้งคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ ก็ถูกอัปเกรดให้ดีขึ้น และเร็วแรงขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไร เดี่ยวผมจะมารีวิวแบบเจาะลึกให้ฟังกันครับ
ดีไซน์บางเบาที่สุดเท่าที่ตระกูล Ultra เคยมีมา


ก่อนอื่นเรามาดูความเปลี่ยนแปลงของดีไซน์ตัวเครื่องกันครับ โดยคราวนี้ Xiaomi 17 Ultra นั้นได้เปลี่ยนมาใช้ดีไซน์แบบแบนราบทั้งหน้าจอ และด้านหลังตัวเครื่อง


ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องบางเฉียบลงมากกว่า 1 มิลลิเมตร เหลือเพียง 8.29 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 9.35 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวที่เบาลงเหลือ 218.4 กรัม จากเดิมที่ 226 กรัม จึงทำให้กลายเป็นเรือธง Xiaomi ในตระกูล Ultra ที่บางเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา



ด้านเส้นสายโดยรวมมีความเรียบหรูดูสะอาดตามากขึ้น พร้อมกรอบด้านข้างดีไซน์แบนราบแบบ Micro-Curved Aluminum Alloy ที่ไร้รอยต่อ กับโครงสร้างตัวเครื่องแบบ Xiaomi Guardian Structure และวัสดุด้านหลังแบบ Fiberglass ที่มีความแข็งแกร่งทนทานสูง

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องหลังก็ถูกปรับให้มีขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางลดลง รวมทั้งมีการขยับตำแหน่งของมอดูลกล้องให้สูงขึ้นเล็กน้อย


ซึ่งด้วยการปรับดีไซน์ข้างต้นนี้ก็ช่วยให้การจับถือโดยรวมนั้นมึความถนัดมือมากขึ้น, มีบาลานซ์มากขึ้น และรู้สึกมั่นคงมากกว่าเดิม อีกทั้งด้วยการที่ตัวเครื่องบางเบาลง จึงทำให้การพกพาสะดวกคล่องตัวมากขึ้นด้วย

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ก็คือปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่ด้านข้างนั้นถูกปรับมาเป็นปุ่มวงกลมแบบแยกส่วน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ดูสวยทันสมัยขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยให้การใช้งานสะดวกมากกว่าเดิมด้วย


ส่วนกระจกหน้าจอก็ได้อัปเกรดมาเป็นกระจก Xiaomi Shield Glass 3.0 ที่มีความทนทานต่อการตกกระแทกมากกว่ารุ่นเดิมอย่าง Xiaomi 15 Ultra อยู่ถึง 30% หรือเป็น 20 เท่าเมื่อเทียบกับกระจกหน้าจอทั่วไป พร้อมคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP68 ซึ่งด้วยคุณสมบัติของความแข็งแกร่งทนทานทั้งหมดนี้ จึงช่วยให้เราสามารถนำ Xiaomi 17 Ultra เครื่องนี้ไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ



โดยตัวเครื่อง Xiaomi 17 Ultra ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นจะมีให้เลือก 3 สีด้วยกัน ได้แก่สีดำ, สีขาว และสีเขียว Starlit Green โดยสี Starlit Green นั้นจะมีความพิเศษตรงที่มีการผสมผสานอนุภาคแร่ธรรมชาติไว้ที่ฝาหลังด้วย จึงช่วยให้มีผิวสัมผัสที่แตกต่าง และให้ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรามากขึ้น
กล้อง Leica ยุคใหม่ ใส่เซนเซอร์ 1" LOFIC HDR และซูม Optical แบบกลไกครั้งแรกของโลก

ถัดจากเรื่องดีไซน์ ก็มาถึงจุดขายที่สำคัญที่สุดของ Xiaomi 17 Ultra กันครับ นั่นก็คือกล้องถ่ายภาพ ซึ่งแน่นอนว่าก็ยังคงมีการพัฒนาร่วมกันกับ Leica เช่นเดิม ดังนั้นกล้องนี้จึงเหมือนกับเป็นการผสานนวัตกรรมกล้องที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Leica นั่นเอง



โดยใน Xiaomi 17 Ultra ได้ถูกปรับโครงสร้างของกล้องหลักใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมใน Xiaomi 15 Ultra ที่ใช้ระบบกล้อง 4 ตัว พอมาใน Xiaomi 17 Ultra ก็ได้ปรับมาใช้ระบบกล้อง 3 ตัวแทน ซึ่งประกอบไปด้วยกล้อง Leica Ultra Dynamic 50 ล้านพิกเซลตัวใหม่ ซึ่งใช้เซนเซอร์รับภาพขนาด 1 นิ้ว, กล้อง Leica Telephoto 200 ล้านพิกเซลตัวใหม่ ที่รองรับการซูมแบบ Optical ต่อเนื่องที่ทางยาวโฟกัส 75-100 มิลลิเมตร และกล้อง Leica Ultra Wide 50 ล้านพิกเซลตัวเดิม ที่กว้างระดับ 14 มิลลิเมตร ดังนั้นการอัปเกรดที่สำคัญก็จะอยู่ในส่วนของกล้องหลัก กับกล้อง Telephoto นั่นเองครับ

โดยระบบกล้องใหม่ทั้งหมดนี้ใช้ดีไซน์การจัดวางชิ้นเลนส์แบบ Leica UltraPure ที่ประกอบไปด้วยเลนส์ G หรือเลนส์แก้วชนิดพิเศษ กับเลนส์ P หรือเลนส์พลาสติกชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นเลนส์ที่มีความบริสุทธิ์สูง พร้อมผ่านการเคลือบหลายชั้นด้วยเทคนิคการผลิตขั้นสูงเพื่อป้องกันแสงสะท้อน ลดการหักเห ลดอาการเบลอ ลดอาการภาพซ้อน รวมทั้งสามารถลดสัญญาณรบกวน กับช่วยเพิ่มความแม่นยำในการโฟกัสได้ ซึ่งเดี่ยวผมจะมาเล่าให้ฟังกันต่อว่าทั้งสองกล้องนี้มีการอัปเกรดอย่างไร และจะช่วยให้การถ่ายภาพภาพดีขึ้นขนาดไหน

มาเริ่มกันที่กล้องหลักอย่างกล้อง Leica Ultra Dynamic กันก่อนครับ โดยในรอบนี้ได้เปลี่ยนมาใช้เซนเซอร์รับภาพ Light Fusion 1050L ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีกล้องยุคใหม่ตัวพระเอกอย่าง LOFIC HDR ซึ่งเกิดมาเพื่อจัดการกับการถ่ายภาพในสถานการณ์ที่มีช่วงไดนามิกสูง หรือมีความแตกต่างของแสงสูงโดยเฉพาะ โดยอาศัยเทคนิคใหม่อย่างการขยายความจุของพิกเซลจริงในเชิงกายภาพ ด้วยการเพิ่มตัวเก็บประจุ LOFIC เข้าไปในเซนเซอร์รับภาพ เพื่อรองรับประจุส่วนเกิน จึงสามารถช่วยเพิ่มความจุของ Full-Well Capacity หรือความจุในการรับแสงของพิกเซลได้เป็นอย่างมาก ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเทคโนโลยี HDR แบบเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการรวมภาพหลายเฟรมด้วยค่าแสงที่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยี Dual Conversion Gain ที่ใช้ค่าแปลงสัญญาณ 2 ระดับ ซึ่งอาศัยความจุของพิกเซลเดิม แต่ไม่ได้เพิ่มความจุจริงของพิกเซล








ดังนั้นกล้องหลักของ Xiaomi 17 Ultra นี้จึงสามารถเก็บรายละเอียดทั้งในส่วนที่สว่างมาก กับส่วนที่มืดมากได้ครบถ้วนกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าองค์ประกอบในภาพดูสว่างดีแต่รายละเอียดในส่วนสว่างกลับหายไปเหมือนกับกล้องอื่น ๆ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือในสภาพแสงที่มีความแตกต่างกันแบบสุดขั้ว เช่นการถ่ายภาพย้อนแสง, ภาพพระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตก, ดอกไม้ไฟ, เปลวไฟในที่มืด, แสงไฟในเวลากลางคืน และอื่น ๆ


โดยเทคโนโลยี LOFIC HDR นี้สามารถรองรับได้ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และการบันทึกวิดีโอเลยนะครับ สำหรับวิธีใช้ก็ไม่ยากครับ หากต้องการถ่ายภาพนิ่งก็ให้เราเข้าไปที่โหมด Photo แล้วแตะที่รูปสามเหลี่ยมกลับหัวข้าง ๆ จากนั้นก็ให้เลือกการ์ดฉากตามต้องการ ส่วนการบันทึกวิดีโอก็ให้เราเข้าไปที่โหมด Video แล้วเลือกการ์ดฉากที่เขียนว่า LOFIC

ต่อมา กล้องอีกตัวที่น่าทึ่งไม่แพ้กันก็คือกล้อง Telephoto ตัวใหม่ ซึ่งเป็นกล้องบนสมาร์ตโฟนตัวแรกของโลกที่ผสานการซูม Optical แบบกลไกในช่วงทางยาวโฟกัส 75-100 มิลลิเมตร เข้ากับเซนเซอร์รับภาพความละเอียด 200 ล้านพิกเซล โดยเป็นเซนเซอร์ตัวโปรอย่าง Samsung HPE ขนาด 1/1.4 นิ้ว ซึ่งมีประสิทธิภาพดีในที่แสงน้อย และประมวลผลภาพได้เร็ว









โดยนวัตกรรมการซูมแบบกลไก หรือ Mechanic Optical Zoom นี้ จะช่วยให้เราได้คุณภาพแบบ Optical แท้ตลอดทั้งช่วงซูม 75-100 มิลลิเมตร หรือที่ระยะ 3.2x-4.3x ด้วยโครงสร้างเลนส์แบบ 3 กลุ่ม โดยเลนส์กลุ่มที่ 2 และ 3 สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระเพื่อปรับทางยาวโฟกัส ซึ่งต่างจากในอดีตที่ต้องอาศัยกล้อง Telephoto ที่มีระยะตายตัว และต้องอาศัยการครอปภาพแบบดิจิทัลในกรณีที่ต้องถ่ายภาพในระยะนอกเหนือจากระยะตายตัวที่มีอยู่ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพของภาพลดลง

ที่สำคัญก็คือชุดเลนส์ภายในกล้อง Telephoto นี้ถือเป็นเลนส์บนสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Leica APO ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผ่านยากกว่ามาตรฐาน APO ทั่วไปมาก ด้วยการเลือกใช้กระจกเลนส์พิเศษถึง 3 ชิ้นที่เรียกว่า Triple-Glass APO เพื่อให้ได้โครงสร้าง Apochromatic ที่แท้จริงเป็นครั้งแรกอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาความคลาดสี หรือขอบสีได้ตั้งแต่ระดับโครงสร้างเลนส์ ถึงขั้นที่ว่าความคลาดสีจะมีอยู่เพียงแค่ไม่เกิน 2 พิกเซล บนเซนเซอร์ความละเอียด 200 ล้านพิกเซลนี้ ซึ่งสายตาเราคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอนครับ







นอกจากนี้ในช่วงซูม 3.2x-4.3x นี้ ในวงแหวนซูมก็จะมีค่าทางยาวโฟกัสเริ่มต้นให้เราเลือกได้อย่างรวดเร็วทั้งหมด 4 ค่าด้วยกัน ได้แก่ 75 มิลลิเมตร, 85 มิลลิเมตร, 90 มิลลิเมตร และ 100 มิลลิเมตร อีกทั้งยังได้ความละเอียดเต็ม 200 ล้านพิกเซลแท้ ๆ แบบไม่ต้องครอปภาพตลอดช่วงซูมนี้อีกด้วย และถึงแม้เราจะนำเอาภาพ 200 ล้านพิกเซลมาครอปแค่บางส่วนในภายหลังเพื่อใช้งาน ก็ยังคงได้ภาพที่มีรายละเอียดที่คมชัดอยู่ครับ










และด้วยระยะซูมแบบ Optical แท้สูงสุดที่ระยะ 100 มิลลิเมตร บวกกับเซนเซอร์รับภาพความละเอียด 200 ล้านพิกเซล กล้อง Telephoto ของ Xiaomi 17 Ultra จึงสามารถซูมแบบ Optical-Quality Zoom ได้สูงสุดที่ระยะ 400 มิลลิเมตร หรือ 17.2x เลยทีเดียว และแม้การซูมแบบดิจิทัลจริง ๆ นั้นซูมได้ไกลสูงสุดที่ระยะ 120x หรือ 2760 มิลลิเมตร แต่หากต้องการให้ภาพมีรายละเอียดที่ดีในระดับที่สามารถนำไปใช้งานจริงจังได้ด้วย ก็แนะนำว่าไม่ควรซูมเกินที่ระยะ 20x ครับ







และด้วยทางยาวโฟกัสที่ 75 มิลลิเมตร ถึง 100 มิลลิเมตรนี้ ถือว่าเป็นระยะที่ยอดเยี่ยมสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรตเลยครับ เพราะฉากหลังจะถูกดึงให้เข้ามาใกล้กับตัวแบบมากขึ้น ทำให้ภาพดูมีมิติสวยงามกว่าระยะปกติ และด้วยระบบซูม Optical แบบกลไกขั้นสูง กับเซนเซอร์รับภาพระดับโปรขนาดใหญ่ 1/1.4 นิ้วนี้ ก็จะช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพพอร์ตเทรตได้สวยงามในทุกสภาพแสง แม้กระทั่งในเวลากลางคืน


ด้านการบันทึกวิดีโอ กล้องของ Xiaomi 17 Ultra นั้นสามารถบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K UHD ที่ 30fps พร้อมรองรับงานระดับมืออาชีพ ด้วยการบันทึกวิดีโอแบบ Dolby Vision 10-bit และการบันทึกวิดีโอแบบไฟล์ Log ตามมาตรฐานการจัดการสีของ Academy Color Encoding System




นอกจากกล้องหลังที่ถูกอัปเกรดยกเครื่องใหม่แล้ว กล้องด้านหน้าก็ถูกอัปเกรดให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยความละเอียดที่เพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านพิกเซล จากเดิม 32 ล้านพิกเซล โดยใช้เซนเซอร์รับภาพตัวใหม่ที่ใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 1/2.88 นิ้ว จากเดิม 1/3.14 นิ้ว พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่ 60fps
ตัวอย่างภาพถ่ายเพิ่มเติมจากกล้องของ Xiaomi 17 Ultra






































จออัปเกรดใหม่ ใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น ขอบบางลง ถนอมสายตากว่าเดิม

ไม่เพียงแค่กล้องที่อัปเกรดขึ้นเท่านั้น แต่หน้าจอแสดงผลก็มีการอัปเกรดขึ้นด้วยเช่นกันครับ โดยเปลี่ยนมาเป็นหน้าจอแบบ Xiaomi HyperRGB OLED ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 6.9 นิ้ว จากเดิมที่ 6.73 นิ้ว พร้อมความสว่างสูงสุดที่มากขึ้นเป็น 3500 nits จากเดิมที่ 3300 nits จึงสามารถแสดงผลในที่กลางแจ้ง หรือในที่ที่มีแสงจ้าได้ดีขึ้น

มีค่าระดับความถี่การกะพริบของหน้าจอ หรือ PWM Dimming มากขึ้นเป็น 2160Hz จากเดิมที่ 1920Hz จึงสามารถช่วยถนอมสายตาจากการกะพริบของหน้าจอได้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานในที่แสงน้อย หรือในที่มืด

มีขอบหน้าจอที่บางลง จึงช่วยให้มีพื้นที่แสดงผลต่อตัวเครื่องมากขึ้นเป็น 92.3% จากเดิมที่ 89.7%

มีอัตราส่วนของการแสดงผลที่เปลี่ยนเป็นแบบ 19.5:9 จากเดิมที่เป็นแบบ 20:9 นั่นคือสามารถแสดงผลในแนวตั้งได้มากขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ดีด้านความละเอียดของหน้าจอนั้นลดลงมาเหลือที่ระดับ 2K หรือ 2608x1200 พิกเซล จากเดิมที่มีความละเอียดที่ระดับ WQHD+ หรือ 3200x1440 พิกเซล แต่การใช้งานจริงก็ดูแทบไม่แตกต่างกัน และยังคงรองรับอัตราการรีเฟรชที่ระดับ 1-120Hz ด้วยเทคโนโลยี LTPO เช่นเดิม

นอกจากนี้ก็ยังคงมาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอเช่นเดิม
ชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 เร็วแรงที่สุดแห่งยุค พร้อมระบายความร้อนได้ดีกว่าเดิม



ต่อมาเรื่องความสามารถในด้านการประมวลผล ในปีนี้ Xiaomi 17 Ultra นั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ตใหม่อย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 5 พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 840 กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR5X ขนาด 16GB ซึ่งหากเทียบกับชิปเซ็ตรุ่นที่แล้วอย่าง Snapdragon 8 Elite ก็จะมีสถาปัตยกรรมที่ใหม่กว่า, มีโมเด็มที่เร็วกว่า, มีการประมวลผล AI ที่ฉลาดกว่า, มีประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีขึ้น และประหยัดพลังงานมากขึ้นราว 16%





ด้วยคุณสมบัติด้านการประมวลผลที่เร็วแรงที่สุดในยุคนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อนำมาเล่นเกมระดับ AAA หรือเกมที่มีกราฟิกระดับสูงจึงสามารถเล่นได้แบบสบาย ๆ สามารถปรับกราฟิกสูงสุดได้ทุกเกม เล่นได้ลื่นไหล ควบคุมได้รวดเร็วแม่นยำทันใจ และเฟรมเรตไม่ตกแม้แต่น้อย



สำหรับการจัดการกับเรื่องความร้อน Xiaomi 17 Ultra นั้นมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนแบบ Xiaomi 3D Dual-Channel IceLoop System พร้อมส่วนของ Bionic Vapor Chamber ที่ได้รับการปรับปรุงเรื่องการควบคุมการไหลของของเหลวใหม่ ซึ่งโดยรวมทำให้สามารถนำความร้อนได้ดีขึ้น 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Xiaomi 15 Ultra ครับ



เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 6 ก็พบว่าได้คะแนนของการประมวลผลแบบ Single-Core ที่ 3,561 คะแนน และได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Multi-Core ที่ 10,477 คะแนน
แบตเตอรี่ Silicon-Carbon ใหญ่กว่าเดิม พร้อมพลังชาร์จ 90W HyperCharge


อีกสิ่งที่อัปเกรดขึ้นก็คือแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่แบบ Silicon-Carbon พร้อมเทคโนโลยี Xiaomi Surge ที่มีความจุมากขึ้นเป็น 6000mAh จากเดิมที่ 5410mAh โดยมีสัดส่วนของ Silicon มากถึง 16% ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ตัวเครื่องบางลง ในขณะที่มีความหนาแน่นของพลังงานมากขึ้น



และมาพร้อมกับระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 90W HyperCharge บนมาตรฐานของเทคโนโลยี Universal PD-PPS อีกทั้งยังมีอะแดปเตอร์แบบ 100W แถมมาให้ในกล่องพร้อมใช้งาน ซึ่งจากการทดสอบในเบื้องต้นก็พบว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับต่ำราว 20% ถึงระดับ 100% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 50 นาทีเท่านั้น


นอกจากนี้ก็ยังรองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายความเร็วสูงแบบ 50W Wireless HyperCharge ซึ่งเร็วน้อยลงกว่ารุ่นที่แล้วอย่าง Xiaomi 15 Ultra ที่รองรับกำลังไฟสูงสุดที่ 80W รวมทั้งรองรับการแชร์พลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นผ่านฟีเจอร์ 22.5W Reverse Charging และ 10W Reverse Wireless Charging



ส่วนความอึดของแบตเตอรี่ เท่าที่ได้ทดสอบ หากเป็นการใช้งานทั่วไปที่ไม่หนักหน่วงจนเกินปกติ เช่นถ่ายรูปบ้าง ถ่ายวิดีโอบ้าง เล่นเกมบ้าง เล่นโซเชียลบ้าง ดูคลิปบ้าง ทำงานบ้าง ก็พบว่าแบตเตอรี่สามารถอยู่ได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำแบบสบาย ๆ มีแบตเหลือกลับบ้านโดยไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวัน เรียกว่ามีความอึดในอันดับต้น ๆ ของบรรดาเรือธงเลยก็ว่าได้ครับ
ระบบปฏิบัติการ HyperOS 3.0 พร้อม Xiaomi HyperAI ใหม่ล่าสุด


ต่อมาในเรื่องของซอฟต์แวร์ Xiaomi 17 Ultra นั้นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง HyperOS 3.0 ที่พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ Android 16 ซึ่งจากนโยบายล่าสุดของ Xiaomi หากเป็นรุ่นเรือธงแบบนี้ ก็คาดว่าจะได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์นานสูงสุด 6 ปีเลยทีเดียว


ซึ่งแน่นอนว่า HyperOS 3.0 ก็จะมาพร้อมกับ Xiaomi HyperAI เวอร์ชันใหม่ล่าสุดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ AI Writing ที่ช่วยเราเขียนเนื้อหาในภาษาต่าง ๆ จากการระบุความต้องการเพียงแค่สั้น ๆ ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ AI Summary ที่สามารถใช้สรุปเนื้อหายาว ๆ ให้เป็นเนื้อหาที่อ่านง่ายได้ด้วย

ฟีเจอร์ AI Dynamic Wallpapers สำหรับใช้สร้างภาพพื้นหลังแบบเคลื่อนไหวสวย ๆ จากภาพนิ่งที่มีอยู่ในแกลเลอรี







ฟีเจอร์ในกลุ่มของ AI Creativity Assistant ที่เหมือนเป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับรูปภาพ ซึ่งมีทั้งฟีเจอร์ AI Beauty, AI Image Expansion, AI Erase Pro, AI Sky, AI Bokeh และ AI Cutouts

ฟีเจอร์ AI Speech Recognition ที่ช่วยแปลงเสียงที่บันทึกจากการประชุม หรือการบรรยายต่าง ๆ ให้กลายเป็นข้อความ

ฟีเจอร์ AI Translate Conversation ที่ช่วยแปลงคำพูดของคู่สนทนาที่ใช้ภาษาแตกต่างกัน ให้เป็นภาษาที่อีกฝั่งหนึ่งเข้าใจได้แบบ Real-time

ฟีเจอร์ AI Interpreter ซึ่งเป็นเหมือนล่ามส่วนตัวที่ช่วยแปลภาษาระหว่างการประชุม หรือระหว่างการสนทนาให้เป็นภาษาที่เราเข้าใจได้

ฟีเจอร์ AI Subtitles ที่ช่วยแปลงคำบรรยายภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกในคลิปวิดีโอที่เราฟังไม่เข้าใจ ให้กลายเป็นภาษาไทยได้แบบ Real-time

ฟีเจอร์ AI Search ที่รองรับการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ภายในเครื่องด้วย AI โดยใช้ภาษาธรรมชาติ

ฟีเจอร์ AI สำหรับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานกล้องถ่ายภาพ หรือเพิ่มคุณภาพของภาพ เช่นฟังก์ชัน Supermoon ที่ช่วยให้การถ่ายดวงจันทร์คมชัดขึ้น หรือฟังก์ชัน Ultra Zoom ที่ช่วยให้ภาพที่ได้จากการซูมระยะไกลมีรายละเอียดที่ดีขึ้น


และแน่นอนว่าเราสามารถเรียกใช้งาน AI ตัวเก่งจาก Google ได้เช่นกัน ทั้ง Gemini และ Circle to Search with Google
ลำโพงคู่ Dolby Atmos ที่ปรับจูนใหม่ ให้รายละเอียดเสียงที่ดีกว่าเดิม





สำหรับลำโพงเสียงของ Xiaomi 17 Ultra ก็ยังคงเป็นลำโพงเสียงแบบคู่เช่นเดิม ด้วยลำโพงตัวหลักที่ด้านล่าง กับลำโพงตัวรองที่ด้านบน เพียงแต่เสียงจากลำโพงหลักจะดังกว่าลำโพงตัวรองอย่างชัดเจน พร้อมรองรับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงแบบรอบทิศทาง กับระบบเสียง Xiaomi Sound ที่ผ่านการปรับจูนจากผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง รวมทั้งมีฟีเจอร์ Immersive Sound ที่สามารถช่วยสร้างบรรยากาศเสียงโอบล้อมแบบ 360° ได้ ซึ่งนับว่าเหมาะกับการรับชมคอนเทนต์ที่เสียงมาจากหลายทิศทาง เช่นภาพยนต์ หรือคอนเสิร์ต




โดยจากการทดสอบฟังเสียงในรูปแบบต่าง ๆ จากลำโพงนี้ เมื่อเทียบกับลำโพงในรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Xiaomi 15 Ultra ก็พอจะสรุปได้ว่าแม้จะมีระดับเสียงที่เบาลงเล็กน้อย แต่รายละเอียดเสียงในย่านต่าง ๆ ดูเหมือนจะมีการปรับจูนมาดีกว่าเดิม เช่นมีเสียงร้องที่ชัดเจนขึ้น และมีรายละเอียดเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มาเต็มกว่าเดิม ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าเป็นหนึ่งในลำโพงบนสมาร์ตโฟนที่ให้คุณภาพเสียงดีอันดับต้น ๆ ในตลาดตอนนี้ครับ
สรุปส่งท้าย พร้อมราคา และโปรโมชัน

และทั้งหมดนี้ก็คือความสามารถไฮไลต์ของเรือธงตัวท็อปแห่งปี 2026 จากค่าย Xiaomi ครับ ซึ่งก็แน่นอนว่า Xiaomi 17 Ultra รุ่นนี้เกิดมาเพื่อตอบโจทย์สายถ่ายภาพ หรือสายคอนเทนต์มากเป็นพิเศษ ด้วยการนำนวัตกรรมที่ดีที่สุดของกล้องสมาร์ตโฟนยุคใหม่มาใส่ไว้ ผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของ Leica ที่หลายคนชื่นชอบ พร้อมการอัปเกรดในด้านอื่น ๆ ที่น่าประทับใจ ทั้งดีไซน์ที่บางเบากว่าเดิม, การประมวลผลที่เร็วแรงกว่าเดิม, แบตเตอรี่ที่อึดทนกว่าเดิม, การแสดงผลที่ดีกว่าเดิม และซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่รองรับการอัปเดตไปอีกนานหลายปีครับ
ในเรื่องของราคา สำหรับ Xiaomi 17 Ultra ที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย 2 ราคาด้วยกัน ได้แก่รุ่น RAM 16GB+ROM 512GB ในราคา 44,990 บาท และรุ่น RAM 16GB+ROM 1TB ในราคา 48,990 บาท
พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 7-31 มีนาคม 2569 นั่นคือได้รับฟรีของสมนาคุณมูลค่ารวมกว่า 27,487 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยอุปกรณ์เสริมตัวเก่งสำหรับสายถ่ายภาพอย่าง Photography Kit, ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี และประกันตัวเครื่องนาน 2 ปี นอกจากนี้ก็ยังมีโปรโมชันเก่าแลกใหม่ ที่ให้ส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาทด้วยครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ
สรุปคุณสมบัติของ Xiaomi 17 Ultra

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Xiaomi 17 Ultra ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Xiaomi 17 Ultra
วันที่ : 13/03/2026



