เรียกได้ว่าในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนา และผลักดันการใช้งานเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงแบบ 4G LTE (Long Term Evolution) กันอย่างสุดกำลัง เพื่อเตรียมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกหย่อมหญ้า ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้น และหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคเปลี่ยนไปได้แก่ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์สำคัญที่ดูเหมือนจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย, ติดตามข่าวสาร, เกาะติดกระแสโซเชียล, ดูรายการทีวี หรือตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เช่น สภาพอากาศ ล้วนสามารถดำเนินการผ่านสมาร์ทโฟนได้ทั้งสิ้น ซึ่งเทคโนโลยี 4G สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยความเร็วของการดาวน์โหลด และการอัปโหลดข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับปริมาณดาต้าที่มากกว่าเทคโนโลยี 3G เป็นเท่าตัว

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ต่อยอดขึ้นมาใหม่อย่าง VoLTE (Voice-over-LTE) สำหรับการให้บริการโทรศัพท์ผ่านโครงข่าย 4G ที่ช่วยให้คุณภาพเสียงขณะสนทนามีความคมชัดมากขึ้น และมีสัญญาณรบกวนน้อยลง พร้อมทั้งใช้เวลาในการเชื่อมต่อคู่สายเพียง 0.5 วินาที ในขณะที่เครือข่าย 2G และ 3G ใช้เวลาถึง 5 วินาที ซึ่งในขณะนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของประเทศไทยทั้ง 3 ค่ายอย่าง AIS, dtac และ TrueMove H ต่างก็รองรับการให้บริการ VoLTE แล้ว
และจากผลการสำรวจของสถาบันต่างๆ ในประเทศไทยต่างก็ชี้ชัดว่า ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ มีความรู้ และเข้าใจในความหมาย รวมถึงประโยชน์ของเทคโนโลยี 4G ซึ่งจากผลสำรวจในช่วงต้นปี 2016 ที่ผ่านมา ระบุว่า คนไทยในช่วงอายุ 15-65 ปีจำนวนกว่า 90% รู้จัก และมีความเข้าใจของเทคโนโลยี 4G พร้อมพบว่ามีคนจำนวน 65% เปลี่ยนมาใช้บริการเครือข่าย 4G และจำนวน 75% จากผู้ที่เปลี่ยนมาใช้งานระบบ 4G มีความพึงพอใจกับบริการ ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้บ่งบอกว่าผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาระบบ 4G กันอย่างเต็มกำลัง และคนไทยเองก็พร้อมที่จะทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และเริ่มหันมาใช้งานในระบบ 4G กันมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ายอดขายสมาร์ทโฟนในประเทศไทยเติบโตขึ้น 47% โดยในปี 2015 ที่ผ่านมามียอดการจำหน่ายสมาร์ทโฟนกว่า 2.2 ล้านเครื่องเลยทีเดียว
4G เร็วกว่า และดีกว่า 3G อย่างไร?

เทคโนโลยี 4G เป็นเครือข่ายที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยี 3G โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลสูงสุดที่ 100 Mbps และมีความเร็วในการอัปโหลดข้อมูลสูงสุดที่ 50 Mbps ซึ่งเร็วกว่าเครือข่าย 3G ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลด และอัปโหลดข้อมูลสูงสุดที่ 42/5.7 Mbps เท่านั้น นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีการเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด และอัปโหลดข้อมูลให้มากขึ้นด้วยการนำคลื่นความถี่ในหลายย่านมารวมกัน หรือที่เรียกว่า Carrier Aggregation โดยสามารถเพิ่มอัตราความเร็วในการดาวน์โหลด และการอัปโหลดข้อมูลได้สูงถึง 1GB/500 Mbps เรียกได้ว่ามีความเร็วเพิ่มขึ้นจากเครือข่าย 3G ถึง 7 เท่าเลยทีเดียว และเมื่อลองทำการเปรียบเทียบความเร็วอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากเครือข่าย 3G และ 4G จากการใช้งานในชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ ก็พบว่ามีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่) - ข้อมูลอ้างอิง
ความล้ำหน้าของเทคโนโลยี 4G บนเครือข่ายชั้นนำในประเทศไทย

ปัจจุบันผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของประเทศไทยทั้ง 3 ค่ายได้นำเทคโนโลยีเครือข่าย 4G มาพัฒนาต่อยอด เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคได้มากที่สุด และเพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน ด้วยการรองรับปริมาณดาต้าที่มากกว่าเครือข่าย 3G พร้อมสนับสนุนคอนเทนท์ในรูปแบบวิดีโอมากขึ้นกว่าเดิม และการใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลาย รวมถึงการถ่ายทอดสดสตรีมมิ่ง (Streaming) ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกใช้งานได้อย่างหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของตน ไม่ว่าจะเป็น Super 4G จากค่าย dtac หรือ 4G+ จากทาง TrueMove H ที่ชูจุดเด่นของการให้บริการครบทุกย่านความถี่ ทั้ง 850/900/1800 และ 2100 MHz
และเมื่อเร็วๆ นี้ทาง AIS ได้ประกาศเปิดให้บริการเครือข่าย 4G ที่เร็วที่สุดอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ AIS 4G Advanced ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี LTE Advanced (LTE-A) มาประยุกต์ใช้เป็นรายแรกของประเทศไทย และพร้อมให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีการรวมคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 2100 MHz เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อให้เร็วแรงที่สุด สามารถตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และที่สำคัญขณะนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เทคโนโลยี LTE Advanced เท่านั้น เพราะล่าสุด AIS ก็ได้ทำการต่อยอดด้วยการประกาศเปิดให้บริการเครือข่าย 4.5G เป็นครั้งแรกในโลก ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถพัฒนาให้มีความเร็วได้สูงสุดถึง 1 Gbps เลยทีเดียว
AIS 4G Advanced แตกต่างจาก 4G อย่างไร?

สำหรับเทคโนโลยี AIS 4G Advanced นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของเทคโนโลยี 4G ในบ้านเรา และกำลังเป็นที่สนใจในวงกว้าง ดังนั้นในโอกาสนี้จึงขอนำรายละเอียดมาแชร์ให้ทราบกันสักเล็กน้อย โดยล่าสุด AIS ประสบความสำเร็จกับการคว้าคลื่นความถี่ 900 MHz มาได้อีกหนึ่งคลื่น ซึ่งด้วยการที่เป็นคลื่นความถี่ต่ำ จึงสามารถขยายพื้นที่ให้บริการไปยังพื้นที่ห่างไกลได้ดี โดยคาดว่าจะขยายพื้นที่ให้บริการ 4G ให้ครอบคลุมได้ถึง 80% ของประเทศไทย ภายในสิ้นปีนี้ และเมื่อรวมผนวกรวมเข้ากับคลื่นความถี่ 1800 MHz กับ 2100 MHz ที่มีอยู่แล้วก่อนหน้านี้ด้วยเทคนิคของการรวมคลื่นความถี่ หรือที่เรียกว่าการทำ Carrier Aggregation (CA) ก็ยิ่งจะช่วยให้คุณภาพ หรือประสิทธิภาพของการใช้งานในองค์รวมนั้นถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ซึ่งจากเครือข่าย AIS 4G แบบดั้งเดิมที่มีความเร็วสูงสุดอยู่เพียงแค่ 75 Mbps พอพัฒนาต่อยอดมาเป็น AIS 4G Advanced ก็จะช่วยให้มีความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 150 Mbps ซึ่งเร็วกว่ากันถึง 2 เท่า (ในกรณีของการทำ Carrier Aggregation แบบ 2CA ด้วยการรวมคลื่นความถี่ 1800 MHz แบนด์วิธ 15 MHz กับ 2100 MHz แบนด์วิธ 10 MHz) และหากในอนาคตมีการรวมคลื่นความถี่ 900 MHz ที่เพิ่งประมูลได้มาใหม่เข้าไปอีก 1 คลื่นในแบบ 3CA ก็อาจช่วยให้มีความเร็วสูงสุดได้ถึง 225 Mbps แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเร็วสูงสุดที่รองรับ ก็ขึ้นอยู่กับสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่น หรืออุปกรณ์ที่นำมาใช้งานด้วยเช่นกัน
และเพื่อให้ได้เห็นภาพของการทำ Carrier Aggregation ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่อยู่เบื้องหลังของ 4G Advanced ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ทีมงานจึงของนำเอาคลิปวิดีโอ และภาพสาธิตมาให้ได้ศึกษากันเพิ่มเติมที่ด้านล่างนี้
คลิปวิดีโอแสดงตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างเครือข่าย 4G แบบดั้งเดิม และเครือข่าย 4G LTE Advanced ซึ่งต่อยอดด้วยเทคนิคการทำ Carrier Aggregation

ภาพเปรียบเทียบระหว่างเครือข่าย 4G แบบดั้งเดิม ที่ไม่ได้อาศัยเทคนิครวมคลื่นความถี่ (Carrier Aggregation) ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุดเพียง 75 Mbps กับเครือข่าย 4G LTE Advanced ที่อาศัยเทคนิครวมคลื่นความถี่ จึงช่วยให้สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 150 Mbps หรือเร็วขึ้น 2 เท่านั่นเอง

หากเป็น 4G LTE Cat9 หรือ 10 จะมีแบนด์วิธที่กว้างถึง 60 MHz (20+20+20 MHz) จึงทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 450 Mbps แต่สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่นำมาใช้งานก็ต้องรองรับด้วยเช่นกัน ซึ่งสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปหลายๆ รุ่นก็สามารถรองรับ 4G LTE Cat9 ได้แล้ว เช่น Samsung Galaxy S7, HTC 10, Sony Xperia X Performance, Xiaomi Mi5 และอีกหลายๆ รุ่น
พื้นที่ให้บริการเครือข่าย 4G ในประเทศไทย มีความครอบคลุมขนาดไหน?

(ภาพแสดงพื้นที่ให้บริการ 4G ของเครือข่าย TrueMove H, AIS และ dtac)
จากข้อมูลในด้านพื้นที่ให้บริการเครือข่าย 4G อัปเดตล่าสุดจากทาง TrueMove H, AIS และ dtac เผยให้เห็นว่า การให้บริการเครือข่าย 4G ของทุกเครือข่ายนั้นครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ และทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย โดยหากดูจากภาพจะเห็นได้ว่าทางค่าย AIS รองรับพื้นที่การใช้งานเครือข่าย 4G มากกว่าอีก 2 ค่ายอยู่เล็กน้อย
ข้อมูลอ้างอิง : AIS, dtac และ TrueMove H
4G ค่ายไหนเร็วสุด แรงสุด?

ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนมักมีคำถามว่า 4G เครือข่ายใด หรือ 4G ค่ายไหนเร็วที่สุด ค่ายไหนแรงที่สุด ซึ่งคำตอบก็คงต้องพิจารณาจากตัวเลขที่ได้จากการทดสอบ โดยล่าสุดเครือข่าย 3G และ 4G ของ AIS ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเครือข่ายที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ด้วยความเร็วของการดาวน์โหลด และการอัปโหลดข้อมูลสูงถึง 38.13/21.00 Mbps ซึ่งข้อมูลนี้อ้างอิงจาก OOKLA ผู้ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตมาตรฐานโลก ผ่านแอปพลิเคชัน OOKLA Speedtest ที่มีความแม่นยำสูง จากการทดสอบกว่า 6 ล้านครั้งในระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคมปี 2558 จากผู้ใช้งานกว่า 80 ล้านยูสเซอร์ต่อเดือน สำหรับในอันดับที่ 2 ได้แก่ค่าย CAT ส่วนค่าย dtac อยู่ในลำดับที่ 3
โปรโมชั่น 4G ค่ายไหนคุ้มค่าน่าใช้ที่สุด?

เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมใช้บริการแพ็กเกจรายเดือนในราคากลางๆ ทางทีมงาน Thaimobilecenter จึงขอนำเสนอการเปรียบเทียบแพ็กเกจรายเดือนในราคาไม่เกิน 500 บาท ใหม่ล่าสุด ณ ปัจจุบัน จากทั้ง 3 ค่ายใหญ่ให้ได้ชมกันอย่างชัดเจนว่าค่ายไหนมีความคุ้มค่าน่าใช้งานมากที่สุด
แพ็จเกจ 4G MAX Speed จากเครือข่าย AIS

สำหรับแพ็กเกจ 4G MAX Speed ค่าบริการรายเดือน 488 บาท จากทาง AIS นั้นมาพร้อมกับค่าโทรทุกเครือข่ายจำนวน 200 นาที และสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 4G และ 3G รวม 10 GB พร้อมใช้งาน AIS Super Wi-Fi และรับสิทธิพิเศษจาก AIS Cloud+ จำนวน 100 GB ฟรี รวมถึงรับสิทธิ์ชมภาพยนตร์จาก AIS PLAY ฟรี 4 เรื่องต่อสัปดาห์
แพ็กเกจ Super Non-Stop จากเครือข่าย dtac

แพ็กเกจ Super Non-Stop ค่าบริการรายเดือน 499 บาท จาก dtac นั้นมาพร้อมกับค่าโทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 4G รวมกับ 3G จำนวน 5 GB และรับเพิ่มอีก 5 GB ฟรีตลอด 12 เดือนตามระยะเวลาโปรโมชั่นรวมเป็น 10 GB พร้อมใช้งาน dtac Wi-Fi ฟรีไม่จำกัด และรับพื้นที่เก็บข้อมูลใน Capture App ฟรี 50 GB รวมถึงสิทธิพิเศษในการรับชมภาพยนตร์สูงสุด 20 เรื่องต่อเดือนจากบริการ PrimeTime
แพ็กเกจ 4G+ Super Max จากเครือข่าย TrueMove H

แพ็กเกจ 4G+ Super Max ค่าบริการรายเดือน 499 บาท จากทาง TrueMove H มาพร้อมกับค่าโทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 3G รวมกับ 4G จำนวน 8 GB และได้รับโบนัสอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 4G เพิ่มอีก 4 GB ซึ่งรวมเป็น 12 GB อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์ใช้ Wi-Fi ฟรีไม่จำกัดอีกด้วย
จากการเปรียบเทียบทั้ง 3 ค่ายพบว่า สามารถใช้งานโทรศัพท์จำนวน 200 นาทีเท่ากัน และสามารถใช้งาน Wi-Fi ได้ไม่จำกัด ซึ่งทาง TrueMove H ค่อนข้างโดดเด่นที่ให้ปริมาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 3G และ 4G สูงสุดที่เดือนละ 12GB ในขณะที่ทางค่าย AIS และ dtac สามารถใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 3G และ 4G ได้เดือนละ 10GB แต่ทั้ง 2 ค่ายนี้ยังมีสิทธิ์พิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมให้ด้วยเช่นกัน อย่างพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud Storage และสิทธิในการรับชมภาพยนตร์จากบริการเสริมอย่าง AIS Play หรือ PrimeTime ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองว่าแพ็กเกจใดสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้ดีที่สุด รวมไปถึงความเร็วของอินเทอร์เน็ตจากแต่ละค่ายที่อาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ผู้ใช้จึงควรตรวจสอบ และพิจารณาในด้านนี้ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงทำการสมัครแพ็กเกจที่ต้องการ ซึ่งหากว่าสมัครแพ็กเกจไปก่อนที่จะตรวจสอบ และพบว่าพื้นที่นั้นมีสัญญาณที่อ่อน หรือใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร ก็อาจจะส่งผลต่อการใช้งาน และไม่ได้รับความคุ้มค่าเท่าที่คาดหวังไว้ก็เป็นได้
วิธีง่ายๆ ในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนที่รองรับ 4G
หลังจากที่เครือข่าย 4G เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังต่างก็เริ่มหันมาผลิตสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G กันมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนที่รองรับ 4G มากขึ้น ซึ่งผู้ใช้บางส่วนยังเกิดข้อสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ จะสามารถใช้งานร่วมกับเครือข่าย 4G ในประเทศไทยหรือไม่ จึงต้องทำความเข้าใจในอันดับแรกก่อนว่า ณ ปัจจุบันผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ทั้ง 3 ค่ายในประเทศไทย ถือคลื่นความถี่ในย่านต่างๆ ดังนี้ (อัปเดตล่าสุดหลัง AIS ประมูลคลื่น 900 MHz ได้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559)
- AIS ถือครองคลื่นความถี่ 900 MHz (แบนด์วิธ 10 MHz), 1800 MHz (แบนด์วิธ 15 MHz) และ 2100 MHz (แบนด์วิธ 10 MHz)
- TrueMove H ถือครองคลื่นความถี่ 850 MHz (แบนด์วิธ 15 MHz), 900 MHz (แบนด์วิธ 10 MHz), 1800 MHz (แบนด์วิธ 15 MHz) และ 2100 MHz (แบนด์วิธ 15 MHz)
- dtac ถือครองคลื่นความถี่ 850 MHz (แบนด์วิธ 10 MHz), 1800 MHz (แบนด์วิธ 25 MHz) และ 2100 MHz (แบนด์วิธ 15 MHz)
ดังนั้นก่อนการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใดสักเครื่อง ควรจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติในเบื้องต้นของสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ ว่ารองรับการใช้งาน 4G ในช่วงคลื่นดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งคุณสมบัติรองรับการใช้งาน 4G จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจนที่บริเวณข้างกล่องบรรจุภัณฑ์ หรือทำการสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยี 4G ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของพวกเราทุกคนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะโลกออนไลน์ และอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญกับมนุษย์ในยุคนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากคอนเทนท์ที่น่าสนใจ หรือการติดต่อกับบุคคลอื่นนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลาง อีกทั้งความเร็วของการใช้งานก็ยิ่งเป็นส่วนสำคัญประการแรกๆ สำหรับผู้ใช้ เพราะคอนเทนท์บางอย่าง เช่น การดูคลิปวิดีโอ หรือดูภาพยนตร์ออนไลน์ มักต้องใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็ว และความเสถียรในระดับหนึ่ง หากใช้งานเพียงอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำก็จะรับชมแบบติดๆ ขัดๆ เป็นต้น
ดังนั้น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในยุคออนไลน์ อีกทั้งอินเทอร์เน็ตยังช่วยก่อให้เกิดโลกที่ไร้พรมแดนดังเช่นปัจจุบันนี้ขึ้นมาด้วย ดังนั้นหากท่านผู้อ่านต้องการเลือกใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือจากค่ายไหนสักค่ายหนึ่ง ขอให้ทุกท่านพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าคุ้มค่ากับการลงทุน และตอบโจทย์การใช้งานหรือไม่ และสุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านสนุกเพลิดเพลินไปกับโลกออนไลน์ที่ไร้ขีดจำกัดทุกที่ทุกเวลาบนการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ 4G ในประเทศไทยกันอย่างถ้วนหน้านะครับ
นำเสนอ ทิป&ทริค โดย : Thaimobilecenter.com
วันที่ : 22/06/59
|