ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 20/07/2019
Vivo S1



 

รีวิว (Review) Vivo S1

สมาร์ทโฟนซีรีส์ S รุ่นแรก จัดใหญ่ด้วยระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอ กล้องเยี่ยมทั้งหน้า-หลัง และสเปกอัดแน่น ในราคาแค่หลักพัน ด้วยจอ Super AMOLED Halo FullView ใหญ่ 6.38 นิ้ว พร้อม In-Display Fingerprint Scanning, กล้อง AI Triple Camera มุมกว้างพิเศษ ผสานกล้องหน้า AI 32 ล้านพิกเซล, ชิปเซ็ต Helio P65, RAM 6GB+ROM 128GB และแบตเตอรี่ชาร์จเร็วสุดอึด 4500 mAh บนบอดี้เงางามเปล่งประกาย ในราคาคุ้มค่าเพียง 8,999 บาท

20 กรกฎาคม 2019 - เปิดตัว พร้อมเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรากันไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับ Vivo S1 สมาร์ทโฟนซีรีส์ใหม่ของ Vivo ซึ่งก็มาแบบเซอร์ไพรส์ไม่ทันให้ตั้งตัวกันเลยทีเดียว โดยเน้นความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพ พร้อมด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจออันล้ำสมัย กับคุณสมบัติในด้านอื่นที่อัดแน่น ในราคาไม่ถึง 10,000 บาท (8,999 บาท) ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย สำหรับท่านใดที่สนใจสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อยู่ก็ไม่ต้องไปไหนไกล เพราะในวันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter ได้หยิบสมาร์ทโฟน Vivo S1 มารีวิวให้ได้ชมกันที่นี่แล้วครับ

Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในตระกูล S-Series ของแบรนด์ Vivo ซึ่งมีสเปกอยู่ในระดับกลาง และมีราคาที่เอื้อมถึงไม่ยาก โดยมากับดีไซน์สวยงามสะดุดตา ด้วยสีสันไล่เฉดแบบทูโทนซ่อนลายคลื่นสะท้อนแสง บนบอดี้กระจกเงาวาว สำหรับรุ่นแรกของซีรีส์นี้มีจุดเด่นอยู่ที่การเซลฟี่ โดยมากับกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยีปรับใบหน้าให้เนียนสวยด้วย AI อัจฉริยะ และเอฟเฟกต์แสงไฟสตูดิโอ 6 แบบ ที่ช่วยให้รูปเซลฟี่ของเราบอกเล่าเรื่องราว และถ่ายทอดอารมณ์ได้มากกว่าที่เคย ส่วนกล้องหลังก็มีความสามารถไม่แพ้กัน โดยเป็นกล้อง 3 ตัว (AI Triple Camera) ความละเอียด 16+8+2 ล้านพิกเซล ที่สามารถวิเคราะห์วัตถุในภาพ และปรับแต่งภาพให้สวยงามเข้ากับตัวแบบได้โดยอัตโนมัติ พร้อมโหมดการใช้งาน และฟีเจอร์เสริมอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโหมดปรับรูรับแสงสำหรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Bokeh), โหมดปรับหน้าสวยด้วย AI, เอฟเฟกต์แสงไฟสตูดิโอ, โหมดการถ่ายมุมกว้างแบบพาโนราม่า ไปจนถึงโหมดมืออาชีพที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่ากล้องเองได้ นอกจากนี้กล้องตัวที่ 2 และ 3 ยังเป็นเลนส์ Ultra Wide-Angel และเซ็นเซอร์วัดความลึก (Depth Sensor) ทำให้สามารถถ่ายภาพในมุมกว้าง และเบลอฉากหลังได้แนบเนียนยิ่งขึ้น

 

สำหรับคุณสมบัติพื้นฐานของ Vivo S1 นั้นทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ถูกครอบทับด้วย Funtouch OS 9 ใหม่ล่าสุด มีหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED Halo FullView Display ขนาดใหญ่เต็มตาที่ 6.38 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 ความละเอียดระดับ FHD+ (2340x1080 พิกเซล) ซึ่งให้สีสันที่สดใสกว่าจอ IPS LCD ทั่วไป โดยมีหน่วยประมวลผลเป็นชิปเซ็ต Octa-Core MediaTek Helio P65 พร้อมด้วยหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6 GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128 GB จึงสามารถรองรับการใช้งานทั่วไป รวมถึงความบันเทิงต่างๆ ได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันยังมีแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 4,500 mAh จึงช่วยให้ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Dual-Engine Fast Charging

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์การใช้งานในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ในราคาที่เอื้อมถึงได้ไม่ยาก แต่ในการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร เราไปติดตามในรีวิว Vivo S1 โดยทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Vivo S1 มีหน้าจอแสดงผลประเภท Super AMOLED Halo FullView Display อัตราส่วน 19.5:9 กว้าง 6.38 นิ้ว รองรับความละเอียดสูงสุด 2340x1080 พิกเซล (FHD+) พื้นที่แสดงผลครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของตัวเครื่องด้านหน้า โดยมีขอบล่างหนากว่าขอบด้านอื่น ขอบจอด้านบนมีรอยบากแบบหยดน้ำสำหรับติดตั้งกล้องหน้าซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ โดยมีความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล


ตัวเครื่องด้านหลังมีการไล่เฉดสี และมีลวดลายสะท้อนแสงเป็นลายคลื่นบริเวณมุมซ้ายบนมีกล้องดิจิทัล 3 ตัวติดตั้งอยู่พร้อมไฟแฟลช ฐานกล้องนูนขึ้นมาพอสมควร โดยเครื่องที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสี Skyline Blue ซึ่งเป็นสีฟ้าอ่อนตัดกับสีชมพู ตามสีสันของท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตกดิน



กล้องดิจิทัล 3 ตัวด้านหลัง ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, กล้องรองเลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องตัวสุดท้ายเป็นเซ็นเซอร์วัดความลึก (Depth Sensor) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล


อีกหนึ่งจุดเด่นของ Vivo S1 คือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ ซึ่งอยู่ใกล้กับขอบจอด้านล่าง โดยมีสัญลักษณ์แสดงตำแหน่งชัดเจน การใช้งานไม่ต่างจากเซ็นเซอร์สแกนนิ้วทั่วไป เพียงแค่กดนิ้วลงไปบนสัญลักษณ์ดังกล่าวเซ็นเซอร์ก็จะสแกนและปลดล็อคตัวเครื่อง ทันที โดยตำแหน่งของเซ็นเซอร์จะเหมาะกับการสแกนด้วยนิ้วโป้งข้างขวา


Vivo S1 มีขอบเครื่องโค้งมนรอบตัวเครื่อง โดยขอบด้านซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด และปุ่มกดอัจฉริยะสำหรับเรียกใช้ Google Assistant ส่วนขอบเครื่องด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง (ปุ่มยาว) และปุ่ม Power (ปุ่มสั้น)


สำหรับขอบเครื่องด้านบนไม่มีโมดูล หรือปุ่มกดใดๆ ในขณะที่ขอบด้านล่างเป็นที่อยู่ของลำโพงเสียงภายนอก, พอร์ต microUSB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และโอนย้ายข้อมูล, ไมโครโฟน และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร


ถาดใส่ซิมการ์ดของ Vivo S1 เป็นแบบ Triple-Slot ซึ่งสามารถติดตั้งซิมการ์ดแบบ nanoSIM ได้ 2 ช่อง และติดตั้ง MicroSD Card ได้ 1 ช่องพร้อมกัน (Dual SIM Dual Standby)

 

เปิดเครื่อง พร้อมทดสอบการใช้งานด้านซอฟต์แวร์

Vivo S1 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดจากโรงงาน โดยเป็นระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9 ตามแบบฉบับของสมาร์ทโฟน Vivo


เมื่อปัดนิ้วจากด้านบนลงมาจะเป็นการเปิด เมนูแจ้งเตือน ซึ่งจะแสดงการแจ้งเตือนของระบบ และแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถกดที่แถบแจ้งเตือนเพื่อเข้าสู่แอปพลิเคชันนั้นๆ ได้ทันที ส่วนแถบค้นหาด้านบนสามารถใช้ค้นหาแอปพลิเคชัน, ไฟล์ และรายชื่อผู้ติดต่อได้ หากแอปพลิเคชันที่ค้นหาไม่มีอยู่ในเครื่อง จะมีตัวเลือกให้ดาวน์โหลดผ่าน V-Appstore หรือ ค้นหาด้วย Google


หากปัดนิ้วจากขอบล่างหน้าจอขึ้นมา จะเป็นการเปิด ศูนย์ทางลัด ซึ่งรวมทางลัดของแอปพลิเคชันที่เพิ่งเปิดล่าสุด และการตั้งค่าที่ใช้บ่อยๆ เอาไว้ เช่น การปรับระดับเสียง, ปรับความสว่างของหจ้าจอ, เปิด-ปิด WiFi, ใช้ไฟฉาย เป็นต้น


เมื่อปัดนิ้วบนหน้าจอหลักไปทางซ้าย จะแสดงรายการแอ ปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในตัวเครื่อง หากจำนวนแอปแสดงจนเต็มหน้า ก็จะเพิ่มหน้าใหม่โดยอัตโนมัติ


หากปัดจอไปทางขวาจะเป็นการเปิดหน้าต่าง ผู้ช่วย อัจฉริยะ Jovi  ซึ่งจะรวมข้อมูลสำคัญๆ เอาไว้ เช่น การพยากรณ์อากาศ, ตารางนัดหมาย, ทางลัดการเข้าถึงแอปพลิเคชัน และการนับก้าว เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงข้อมูลของอะไรบ้างในเมนู การ จัดการการ์ด


สำหรับปุ่มที่อยู่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง เป็นปุ่มกด อัจฉริยะที่ช่วยให้เราเรียกใช้งาน Google Assistant และการวิเคราะห์รูปภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยการกด 1 ครั้ง จะปลุก Google Assistant ขึ้นมา, กด 2 ครั้งติดกัน จะเป็นการวิเคราะห์รูปภาพบนหน้าจอ และค้นหาร้านค้าออนไลน์ที่วางขายวัตถุในภาพ และกดค้างเพื่อสนทนากับ Google Assistant ทันที


เมื่อกดค้างตรงพื้นที่ว่างบนหน้าจอหลักจะเข้าสู่เมนู การปรับแต่งหน้าจอ ซึ่งเราสามารถเพิ่มวิดเจ็ต, เปลี่ยนภาพพื้นหลัง, ปรับแต่งแอนิเมชันการเปลี่ยนหน้า และตั้งค่าปลีกย่อยอื่นๆ ได้


สำหรับภาพวอลเปเปอร์, ธีม และแบบอักษร (fonts) สามารถเลือกดาวน์โหลดได้ผ่านแอปพลิเคชัน i Theme ซึ่งเป็นร้านค้าธีมของ Vivo เอง ซึ่งในขณะนี้ยังมีให้เลือกไม่มากนัก แต่ดาวน์โหลดได้ฟรีทุกรายการ และคาดว่าจะมีการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาในอนาคต รวมไปถึงคอนเทนต์บางอย่างที่ต้องเสียเงินซื้อด้วย


ในส่วนของ ข้อเสนอแนะ เป็นแอปพลิเคชันสำหรับแจ้งปัญหาการใช้งานให้กับทาง Vivo ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรับเรื่องไปตรวจสอบ และส่งข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินการมาให้เราผ่านทางอีเมล์ที่เราให้ไว้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถลงทะเบียนกับ Vivo เพื่อเปิดใช้บัตร รับประกันอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนบัตรรับประกันสินค้าทุกประการได้อีกด้วย


นอกจากการปรับแต่งหน้าจอแล้ว ยังมีตัวเลือกการตั้งค่าในส่วนอื่นๆ อีก เช่น การเปลี่ยนรูปแบบของ Navigation Bar ซึ่งเปลี่ยนได้ทั้งลักษณะของปุ่ม และลำดับ อีกทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบของ Navigation Bar เป็นแบบลากนิ้วแทนการกดปุ่มได้


ใครที่ใช้งานสมาร์ทโฟนเวลากลางคืนเป็นประจำ สามารถเปิดใช้งาน โหมด มืด เพื่อเปลี่ยนโทนสีของอินเทอร์เฟซให้มืดลงได้ ซึ่งจะช่วยลดอาการล้าของดวงตา และมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเลือกใช้งานโหมดนี้ด้วยตัวเอง หรือตั้งเวลาเปิด-ปิดโดยอัตโนมัติก็ได้


นอกจากโหมดมืดแล้ว ยังมีฟังก์ชัน ถนอม สายตา ที่จะช่วยตัดแสงสีฟ้าจากหน้าจอ และทำให้หน้าจอมีโทนสีที่อุ่นขึ้น ช่วยลดอาการล้าของดวงตาโดยเฉพาะเมื่อใช้งานในที่มืด ซึ่งเราสามารถเปิดใช้งานด้วยตัวเอง หรือตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติได้เช่นกัน


 

สำหรับเครื่องมือพื้นฐานต่างๆ ในเครื่อง จะรวมกันไว้ในโฟลเดอร์ เครื่อง มือ ซึ่งได้แก่เครื่องคิดเลข, บันทึกเสียง, เข็มทิศ, ข้อเสนอแนะ และวิทยุ



แน่นอนว่าแอปพลิเคชันของ Google ก็มีติดตั้งมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Gmail, YouTube, Maps, Google Photos ไปจนถึง Assistant และ Chrome พร้อมให้ใช้งานทันที



นอกเหนือไปจาก Play Store แล้ว Vivo S1 ยังมี V-Appstore ติดตั้งมาในเครื่องด้วย ซึ่งแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ในนี้จะเป็นแอปพลิเคชันที่มีอยู่แล้วใน Play Store แต่จะมีการคัดแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยม และน่าสนใจมานำเสนออีกทีหนึ่ง ช่วยให้เราพบแอปพลิเคชันถูกใจได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องค้นหาด้วยตนเองครับ



สำหรับฟังก์ชันสำคัญอย่างการโทรนั้น มีหน้าอินเตอร์เฟซที่สะอาดและเรียบง่าย ตัวเลขไม่ใหญ่มากแต่ยังมองเห็นได้ชัดเจน และไม่เป็นอุปสรรคต่อการกด


อีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจคือ โหมดมอเตอร์ไซค์ เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ Vivo S1 จะปฏิเสธสายโทรเข้าทั้งหมด และตอบกลับด้วย SMS โดยอัตโนมัติ หรือเลือกรับสายเฉพาะบางเบอร์ พร้อมทั้งปิดการแจ้งเตือน ช่วยให้เรามีสมาธิในการขับขี่อย่างเต็มที่ และช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ


หน้าจอของ Vivo S1 ในโหมดมอเตอร์ไซค์


Vivo S1 มีแอปพลิเคชัน i Manager สำหรับปรับปรุงระบบของตัวเครื่องให้ทำงานราบรื่นอยู่เสมอ โดยสามารถล้างข้อมูลที่ไม่จำเป็น, สแกนไวรัส, ตรวจสอบปริมาณการใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ต และการจัดการแอปพลิเคชัน เมื่อเปิดแอปขึ้นมา ตัวแอปจะตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบทันที หากผลการประเมินต่ำกว่า 100 เราสามารถกดปุ่ม "การปรับให้เหมาะสม" เพื่อให้ระบบจัดการโดยอัตโนมัติได้ ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น



ในส่วนของเมนู ล้างพื้นที่ จะแสดงการปริมาณพื้นที่หน่วยความจำภายในที่ใช้ไปแล้ว และที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเราสามารถเลือกลบไฟล์แคช หรือข้อมูลตกค้างของแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่ได้


 เมนู การสแกนไวรัส จะเป็นการสแกนไฟล์ในเครื่องทั้งหมดเพื่อหามัลแวร์ หรือไฟล์อันตรายต่างๆ และจะลบทิ้งโดยอัตโนมัติหากตรวจพบ การสแกนใช้เวลาไม่นานมาก แนะนำว่าควรจะสแกนอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง


การตรวจสอบข้อมูล เป็นเมนูสำหรับจัดการปริมาณการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งเครือข่ายมือถือ และ WiFiโดยเราสามารถจำกัดแอปพลิเคชันบางตัวไม่ให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากเครือข่ายมือถือ หรือ WiFi ได้ และสามารถเปิดใช้ โหมดประหยัดข้อมูล เพื่อ ไม่ให้แอปพลิเคชันใช้งานเครือข่ายในพื้นหลังได้


ใน ตัวจัดการแอป เป็นเมนูสำหรับอัปเดตแอปในเครื่อง, ถอนการติดตั้ง และปรับเปลี่ยนสิทธิการเข้าถึงของแอปในเครื่อง


อีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องแบ่งสมาร์ทโฟนให้ บุตรหลานเล่นบ่อยๆ ได้แก่ฟีเจอร์ โหมดสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นโหมดพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถจำกัดการใช้งานแอปพลิเคชัน และจำกัดเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟนของเด็กได้



ในส่วนของการตั้งค่าในโหมดนี้ ผู้ปกครองสามารถจำกัดปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต, ปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่ลดถึงจุดที่กำหนด, จำกัดเวลาการใช้งานในแต่ละครั้ง และเปลี่อนวอลเปเปอร์ได้


นอกจากนี้ยังเลือกได้ว่าจะอนุญาตให้เด็กๆ ใช้งานแอปพลิเคชันใดได้บ้าง โดยแอปที่เราอนุญาตจะปรากฏบนหน้าเริ่มต้นของโหมด ส่วนแอปอื่นๆ จะไม่สามารถเข้าถึงได้ในทุกกรณี


เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า หรือออกจากโหมด ระบบจะถามรหัสผ่าน หรือการสแกนนิ้วก่อนทุกครั้ง จึงไม่ต้องกังวลว่าเด็กๆ จะเข้ามาเปลี่ยนการตั้งค่าเองครับ


ในส่วนของตัวเลือกด้านความปลอดภัย มีตัวเลือกการตั้งรหัสผ่าน, PIN หรือรูปแบบการลากแพทเทิร์น เพื่อใช้ปลดล็อกหน้าจอเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป และสามารถลงทะเบียนลายนิ้วมือเพื่อใช้ปลดล็อกหน้าจอ หรือใช้ยืนยันตัวตนแทนรหัสผ่านในแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ โดยเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ Vivo S1 จะฝังอยู่ใต้หน้าจอ และมีสัญลักษณ์แสดงตำแหน่งปรากฏให้เห็นชัดเจน เพียงใช้นิ้วกดลงไปที่ตำแหน่งดังกล่าวเซ็นเซอร์ก็จะสแกนทันที และปลดล็อคได้รวดเร็วพอๆ กับเซ็นเซอร์บนตัวเครื่องทั่วไป


นอกจากนี้ เรายังสามารถเปลี่ยนภาพเอฟเฟกต์ของการสแกนนิ้วได้ด้วย เป็นฟีเจอร์เล็กๆ ที่ช่วยให้ระบบสแกนนิ้วใต้หน้าจอน่าสนใจยิ่งขึ้น


และแน่นอนว่าต้องมี ระบบสแกนใบหน้า ให้ใช้งานคู่ไปกับ การสแกนนิ้วด้วย ซึ่งวิธีนี้จะปลดล็อกได้เร็วกว่า แต่อาจจะไม่รัดกุมเท่า เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว


ในส่วนของการท่องอินเทอร์เน็ต Vivo S1 มีเบราว์เซอร์พื้นฐานคือ Vivo Browser ซึ่งมีการออกแบบหน้าอินเทอร์เฟซแบบเฉพาะตัว แต่ก็ใช้งานไม่ยาก และมีการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ถูกต้องครบถ้วน และทำงานได้รวดเร็วไม่แพ้เบราว์เซอร์ยอดนิยมอื่นๆ


ฟังก์ชันที่น่าสนใจของ Vivo Browser คือ โหมดกลางคืน ที่จะทำให้หน้าต่างของเบราเซอร์เปลี่ยนเป็นโทนสีมืด ช่วยให้อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้สบายตายิ่งขึ้นเมื่ออยู่ในที่แสงน้อย


หากต้องการดูภาพที่ถ่ายไว้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ อัลบั้ม ซึ่งจะมีการแบ่งเป็นหมวดหมู่เอาไว้ตามวันที่ถ่าย หรือแบ่งตามอัลบั้มที่เราสร้างไว้


นอกจากการเลือกดูภาพแล้ว เรายังสามารถแต่งรูปได้ด้วย ซึ่งมีตัวเลือกให้ใช้หลากหลาย และหากภาพนั้นๆ ถ่ายด้วยเอฟเฟกต์โบเก้ จะมีตัวเลือกให้แก้ไขระดับความเบลอ และเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้ด้วย


ปรับองศาความเอียงของรูป และตัดรูปตามสัดส่วนที่มีให้เลือกหลากหลายทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน


สามารถเพิ่มเอฟเฟกต์แสง และฟิลเตอร์ เพื่อช่วยสร้างอารมณ์ต่างๆ ให้กับภาพได้ โดยมีหลายแบบหลายสไตล์ให้เลือกใช้งาน


สามารถขีดเขียน, เพิ่มข้อความ, เพิ่มเอฟเฟกต์โมเสค และเพิ่มสติกเกอร์น่ารักๆ เข้าไปในภาพได้


นอกจากนี้ยังมีกรอบรูปสวยๆ ให้เลือกใช้หลายแบบ ไม่ต้องตัดต่อเองให้เสียเวลา


อีกทั้งยังปรับแต่งความสว่าง, ความเข้ม, ความคมชัด, สีสัน และคุณสมบัติอื่นๆ ของภาพได้อีกด้วย นับว่าครบเครื่องเรื่องแต่งภาพจริงๆ ครับ


สำหรับการฟังเพลง Vivo S1 มีแอปพลิเคชันพื้นฐานติดตั้งมาให้อยู่แล้ว ซึ่งก็คือ i Music มีดีไซน์สะอาดตา และเข้าใจได้ไม่ยาก ที่แผงควบคุมด้านล่างมีทางลัดการตั้งค่าสำหรับเรียกดู Playlist,  เล่นเพลงแบบวนซ้ำ (ซ้ำเพลงเดียว / ซ้ำทั้งอัลบั้ม / สุ่มลำดับเพลง) และตัวเลือกการตั้งค่าเพิ่มเติมอื่นๆ


หากใช้หูฟัง จะสามารถเปิดใช้เอฟเฟกต์เสียงแบบอวกาศห้วงลึก (DeepField Audio Effect) ได้ ซึ่งจะช่วยให้เราปรับเน้นเอฟเฟกต์เสียงได้ตามต้องการ เช่นเน้นเบสหนัก หรือเปิดใช้งานเสียงรอบทิศทาง และยังสามารถปรับ Equalizer ได้ด้วย


สำหรับแอปพลิเคชันการเล่นวิดีโอของ Vivo S1 มีปุ่มควบคุมการทำงานพื้นฐานครบถ้วน สามารถเล่นวิดีโอความละเอียดระดับ Full HD ได้อย่างราบรื่น


ตัวเล่นวิดีโอสามารถควบคุมระดับความสว่างของหน้าจอ และระดับเสียงด้วยการลากนิ้วขึ้นหรือลงบนจอด้านซ้าย และขวา


เมื่อกดที่ไอคอนสามจุดบริเวณมุมขวาบน จะมีเมนูการปรับความสว่าง, การปรับสัดส่วนหน้าจอ, ตั้งค่าซับไตเติ้ล และจับภาพสกรีนช็อตปรากฎขึ้น


หากวิดีโอที่กำลังเล่นมีสัดส่วนของภาพไม่พอดีกับหน้าจอ สามารถขยายให้เต็มจอได้ โดยเลือกได้ 3 แบบ ได้แก่ พอดีหน้าจอ, ตัด และยืด


แบบพอดีหน้าจอ จะเป็นการขยายภาพให้เต็มจอที่สุดโดยที่ยังคงรักษาอัตราส่วนของภาพเอาไว้ ซึ่งจะเหลือขอบสีดำอยู่บางส่วน


แบบตัด ภาพจะขยายจนไม่เหลือขอบสีดำอยู่เลย แต่บางส่วนของภาพจะล้นออกไปจากจอ


แบบยืด จะเป็นการยืดภาพออกมาถมขอบสีดำทั้งหมด โดยที่ภาพจะไม่ล้นออกไป แต่สัดส่วนของภาพจะผิดไปจากเดิม


Vivo S1 รองรับการใช้งาน 2 แอปพลิเคชันพร้อมกันในหน้าจอเดียว โดยใช้ได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน เราสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้ได้ด้วยการกดปุ่ม Recent Apps จากนั้นกด ที่รูปสี่เหลี่ยมคู่มุมซ้ายบนของแอป แอปนั้นๆ จะถูกเปิดขึ้นมาแบบครึ่งจอทันที จากนั้นให้เราเลือกเปิดแอปที่ต้องการในหน้าจอข้างล่าง เพียงเท่านี้ก็เปิดแอปพลิเคชันพร้อมกันได้แล้ว


ในส่วนของการเล่นเกม Vivo S1 มีฟีเจอร์เสริมสำหรับเล่นเกม Game Center ซึ่งช่วยเร่งประสิทธิภาพการประมวลผล และปิดกั้นการแจ้งเตือน ต่างๆ ไม่ให้มาขัดจังหวะการเล่น ในโหมดนี้จะแสดงเกมที่ติดตั้งไว้เป็นการ์ด โดยจะเรียงลำดับจากเกมที่เล่นล่าสุด มุมซ้ายบนมีมาตรแสดงอัตราการทำงานของหน่วยประมวลผล CPU และ GPU รวมไปถึงอุณหภูมิของตัวเครื่องด้วย


เมื่อกดที่ ข้อมูลเกม บริเวณมุมขวาบนของจอ จะแสดงระยะเวลาการเล่นเกมในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ว่าเราเล่นเกมอะไรนานเท่าไร พร้อมทั้งปริมาณข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ใช้ไประหว่างเล่นเกมด้วย


เมื่อเปิดเกมขึ้นมา Game Center จะหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันพื้นหลัง และเร่งความเร็วในการประมวลผลของ CPU และ GPU ขึ้นพร้อมทั้งแสดงตัวเลือกการปิดกั้นแจ้งเตือน, การโทร และอื่นๆ ให้เราเลือกบล็อก หรืออนุญาตได้ตามต้องการ


ขณะเล่นเกม สามารถปัดขอบจอด้ายซ้ายไปทางขวาเพื่อเปิดเมนูทางลัดการตั้งค่าได้ ไม่ต้องออกจากเกม หรือสลับหน้าจอไปตั้งค่า Game Center ใหม่แต่อย่างใด ซึ่งการตั้งค่าแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังนี้ :

  • การโทรในเบื้องหลัง : เมื่อเปิดใช้จะสามารถรับสายได้ โดยสายที่รับจะอยู่ในเบื้องหลัง และจะเปิดลำโพงอัตโนมัติ
  • การบล็อคการแจ้งเตือน : เมื่อเปิดใช้จะปิดกั้นการแจ้งเตือนทุกรูปแบบขณะเล่นเกม
  • สายที่ปฏิเสธ : เมื่อเปิดใช้งาน สายเรียกเข้าทั้งหมด ยกเว้นเบอร์ที่เราอนุญาต จะถูกปฎิเสธทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
  • โหมด E-sport : จะเปิดใช้งานได้กับบางเกมเท่านั้น เช่น PUBG Mobile และ RoV เมื่อเปิดใช้งานโปรแกรมเบื้องหลังทั้งหมดจะหยุดทำงานโดยสมบูรณ์ พร้อมเร่งการทำงานของ CPU เพื่อรักษาเฟรมเรทของเกม โดย CPU จะทำงานเต็มที่แม้จะเกิดความร้อนสูง และจะลดขนาดการแจ้งเตือนให้เล็กลงเพื่อป้องกันการกดพลาด
  • การเล่นอัตโนมัติ : เมื่อเปิดใช้งานหน้าจอจะดับลงพร้อมกับล็อกการสัมผัสหน้าจอ โดยที่ตัวเกมจะยังคงเล่นอยู่ตามปกติ เหมาะสำหรับการปล่อยบอทเก็บเลเวล หรือฟาร์มไอเทม


นอกจาก Game Center แล้ว ในการตั้งค่ายังมี โหมดอัลตราเกม ซึ่ง เปรียบเสมือนเป็นการตั้งค่าขั้นสูงของ Game Center โดยจะมีตัวเลือกการบล็อกแจ้งเตือน และสายโทรเข้า รวมถึงฟีเจอร์ปลีกย่อยอื่นๆ ให้เราตั้งค่าแยกสำหรับแต่ละเกมได้


นอกจากนี้เรายังเพิ่มเกม หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาในอัลตราเกมโหมดได้ ซึ่งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะสามารถใช้ฟังก์ชันของอัลตราเกมโหมดได้


ในการรีวิวครั้งนี้ ทางทีมงานได้เลือกเกมมาทดสอบ 3 เกมด้วยกัน ได้แก่ PUBG Mobile, Sdorica -mirage-  และ Hero Hunters ซึ่งเป็นเกมที่มีกราฟิกระดับกลางๆ พบว่า Vivo S1 สามารถเล่นเกมทั้ง 3 เกมได้ดีพอสมควร โดยมีเฟรมเรตนิ่งตลอดการเล่น และไม่มีอาการกระตุกหรือชะงักจากการหันเปลี่ยนมุมมองซ้าย-ขวา อีกทั้งยังมีหน้าจอใหญ่ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในเกมได้ชัดขึ้น เหมาะกับการเล่นเกมทั่วไป รวมถึงแนว FPS ที่ต้องการความรวดเร็วแม่นยำ แต่สำหรับบางเกมอาจจะปรับระดับกราฟิกระดับสูงสุดไม่ได้ หรือถ้าได้ก็ต้องแลกกับเฟรมเรทที่ลดลง โดย รวมถือ ว่า Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนที่เล่นเกมได้ค่อนข้างดีในระดับราคาไม่เกิน 10,000 บาทครับ


 Vivo S1 วัดค่า benchmark จากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ได้ 146772 คะแนน และจากแอปพลิเคชัน Geekbench 4 ได้ 1838 คะแนนสำหรับการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single-Core) และ 6020 คะแนนสำหรับการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core)


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 1087 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 1102 คะแนน


Vivo S1 ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek MT6768 (Helio P65) แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.0 GHz มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G52 MC2, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6 GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256 GB


 สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง Vivo S1 นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor ส่วนหน้าจอแสดงผลรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


ระบบ GPS สามารถจับสัญญาณดาวเทียมในที่กลางแจ้งได้ดี โดยจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่าจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 45 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 2 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพอากาศด้วย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

กล้องถ่ายภาพด้านหลังของ Vivo S1 เป็นกล้องหลังแบบ 3 ตัว (Triple Camera) โดยกล้องตัวหลักมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องตัวที่ 2 เป็นกล้องเลนส์ Super Wide-Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และตัวที่ 3 เป็นเซ็นเซอร์วัดความลึก (Depth Sensor) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล โดยมีรูรับแสง f/1.78, f/2.2 และ f/2.4 ตามลำดับ มีระบบวิเคราะห์ภาพถ่ายด้วย AI พร้อมโหมดการถ่ายภาพให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นโหมด AI ใบหน้าสวยสำหรับถ่ายภาพบุคคล, โหมดพาโนราม่า หรือโหมดมืออาชีพ (โหมดโปร) นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ปรับรูรับแสงเพื่อเบลอฉากหลัง, HDR, เปิดใช้มุมมองกว้าง (Super Wide-Angle) และอื่นๆ


 

สำหรับการถ่ายภาพบุคคล จะมีระบบแนะนำการจัดองค์ประกอบภาพอัจฉริยะด้วย AI ซึ่งจะแนะนำตำแหน่งการจัดวางตัวแบบที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เราถ่ายรูปแนว Portrait ได้สวยโดยไม่ต้องอาศัยเทคนิคอะไรมากมาย


กล้องหลังของ Vivo S1 รองรับการบันทึกวิดีโอปรับความละเอียดได้ 3 ระดับ คือ 480p, 720p (HD) และ 1080p (FHD)


ในส่วนของกล้องหน้ามีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 จุดเด่นคือเทคโนโลยี AI ใบหน้าสวย ที่ปรับแต่งใบหน้าได้อย่างละเอียดทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นโทนสีผิว, ปรับรูปหน้า, ลดกราม และอื่นๆ อีกทั้งยังมีลูกเล่น AR Stickers ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับการเซลฟีอีกด้วย สำหรับการบันทึกวิดีโอสามารถปรับความ ละเอียดได้ 3 ระดับ คือ 480p, 720p (HD) และ 1080p (FHD)


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 16+8+2 ล้านพิกเซล

ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิดเอฟเฟกต์โบเก้ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ในแบบมุมมองกว้าง เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ในแบบมุมมองกว้าง เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิดเอฟเฟกต์โบเก้ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิดเอฟเฟกต์โบเก้ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายในเวลากลางคืน โหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายในเวลากลางคืน โหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายในเวลากลางคืน โหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายในเวลากลางคืน โหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


โหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


โหมดอัตโนมัติ ปิด HDR


โหมดอัตโนมัติ เปิดเอฟเฟกต์โบเก้ เปิด HDR


โหมดอัตโนมัติ เปิดเอฟเฟกต์โบเก้ ปิด HDR


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ไฟสตูดิโอ)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ไฟสเตอริโอ)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ลูปไลท์)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (แสงรุ้ง)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ภาพพื้นหลังแบบขาวดำ)


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล

ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ปิด HDR



ถ่ายด้วยโหมด AI ใบหน้าสวย ระดับ 0 (ต่ำสุด) เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมด AI ใบหน้าสวย ระดับ 0 (ต่ำสุด) ปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมด AI ใบหน้าสวย ระดับ 50 (ปานกลาง) เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมด AI ใบหน้าสวย ระดับ 50 (ปานกลาง) ปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมด AI ใบหน้าสวย ระดับ 100 (ปานกลาง) เปิด HDR


ถ่ายด้วยโหมด AI ใบหน้าสวย ระดับ 100 (ปานกลาง) ปิด HDR


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (แสงธรรมชาติ)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ไฟสตูดิโอ)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ไฟสเตอริโอ)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ลูปไลท์)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (แสงรุ้ง)


ถ่ายโดยเปิดเอฟเฟกต์แสงถ่ายภาพบุคคล (ภาพพื้นหลังแบบขาวดำ)

 

สรุปผลการทดสอบของ Vivo S1

Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่นอกจากจะตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปแล้ว ยังมีจุดเด่นเฉพาะตัวคือการเซลฟี่ และเทคโนโลยีการสแกนนิ้วบนหน้าจอ ทำให้ดูน่าสนใจกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นอื่นๆ ขณะเดียวกัน ดีไซน์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ก็ทำให้ตัวสมาร์ทโฟนดูสวยสะดุดตา และดูพรีเมียมเกินราคา สำหรับการเซลฟี่ซึ่งเป็นจุดขายหลักนั้น Vivo S1 มากับกล้องหน้าที่ความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในช่วงราคาใกล้เคียงกัน และไม่ได้มีดีแค่ความละเอียดอย่างเดียว แต่ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยเสริมการถ่ายเซลฟี่อีกหลายอย่างด้วย ไม่ว่าจะเป็นการ ปรับใบหน้าสวยด้วย AI ที่ปรับได้ถึง 100 ระดับ และปรับแต่งแต่ละส่วนของใบหน้าได้อย่างละเอียด, เอฟเฟกต์แสงไฟถ่ายภาพบุคคล 6 แบบ, การเบลอฉากหลัง, ฟิลเตอร์หลากหลายอารมณ์ ไปจนถึง AR Stickers เรียกได้ว่าตอบโจทย์สายเซลฟี่ได้อย่างครบถ้วนจัดเต็ม

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Vivo S1 คือฟีเจอร์สแกนนิ้วบนหน้าจอ ที่ในตอนนี้ยังค่อนข้างหายากในกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาไม่ เกิน 10,000 บาท โดยเซ็นเซอร์สแกนนิ้วใต้จอของ Vivo S1 มีการทำงานที่รวดเร็วไม่แพ้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งนอกตัวเครื่อง และยังมีเอฟเฟกต์การสแกนนิ้วให้เลือกเปลี่ยนได้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสเทคโนโลยีสแกนนิ้วบนหน้าจอโดยไม่ต้องจ่ายแพง

ทั้งนี้แม้ว่า Vivo S1 จะไม่ได้เน้นนำเสนอความเด่นเรื่องหน้าจอ แต่ก็มากับจอที่ยอดเยี่ยมอย่างแบบ Super AMOLED Halo FullView Display ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.38 นิ้ว ซึ่งมีสีสันสดใสกว่าจอแบบ IPS LCD และหาได้ยากในสมาร์ทโฟนราคาหลักพัน ทำให้การชมภาพยนตร์ และการเล่นเกมมีอรรถรสมากขึ้น

 

ในแง่ของการใช้งานทั่วไป Vivo S1 มีสเปกที่รองรับการใช้งานได้ทุกประเภท โดยมีชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio P65 แบบ 8 แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วสูงสุด 2.0 GHz เป็นหัวใจในการประมวลผลหลัก พร้อมด้วยหน่วยความจำ RAM ที่มีมาให้ถึง 6 GB ซึ่งนับว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน ส่วนหน่วยความจำ ROM ก็มีมาให้ถึง 128 GB จึงสามารถเก็บเพลง, ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกมได้อย่างจุใจ แต่หากยังไม่พอ Vivo S1 ก็ยังรองรับการ์ด microSD ได้อีก โดยสามารถใส่การ์ด microSD พร้อมกับใช้งาน 2 ซิมการ์ดได้เลยเนื่องจากมีถาดใส่ซิมแบบ Triple-Slot ส่วนแบตเตอรี่ของ Vivo S1 นั้น มีความจุอยู่ที่ 4,500 mAh ซึ่งนับว่าอึดเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น จึงใช้งานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จ และอาจจะไม่ต้องพกแบตสำรองเลยก็ได้ แถมยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Dual-Engine Fast Charging อีกต่างหาก

สำหรับการเล่นเกม Vivo S1 สามารถรองรับเกมส่วนใหญ่บน Play Store ได้อย่างราบรื่น แต่สำหรับบางเกมที่ต้องการสเปกสูงๆ อาจจะปรับกราฟิกสูงสุดไม่ได้ หรือถ้าได้ก็อาจจะไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร ซึ่งเป็นข้อจำกัดของชิปเซ็ตระดับกลางอยู่แล้ว สำหรับฟีเจอร์สนับสนุนการเล่นเกมอย่าง Game Center และ Ultra Game Mode นั้นถือว่าทำได้ดี โดยมีฟังก์ชันอนุญาตการโทรเข้าเฉพาะบางเลขหมาย และสามารถตั้งค่าแยกในแต่ละเกมได้ อีกทั้งแบตเตอรี่ยังมีความจุสูงถึง 4,500 mAh ทำให้เล่นเกมได้นานกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี Vivo S1 ยังมีจุดที่ต้องพิจารณาอยู่บ้าง นั่นคือการถ่ายภาพในเวลากลางคืนที่ยังทำได้ไม่ดีนัก และไม่มีโหมด Night Shot สำหรับถ่ายภาพกลางคืนเหมือนกับสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถกล่าวได้ว่า Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึง 10,000 บาทที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว นั่นคือการถ่ายภาพเซลฟี่ และการสแกนนิ้วบนหน้าจอ โดยมีดีไซน์ที่โดดเด่นสวยงาม และมีคุณสมบัติที่รองรับการใช้งานทุกประเภทได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเซลฟี่, ความล้ำสมัย, ฟีเจอร์ที่สดใหม่, การใช้งานที่ลื่นไหล และการใช้งานที่อึดต่อเนื่องยาวนานตลอดวัน ในราคาแค่หลักพัน

 

Vivo S1 เปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้ ด้วยค่าตัวที่คุ้มค่าเพียง 8,999 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Skyline Blue และ Diamond Black โดยเริ่มเปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2019 ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ (ค่าจอง 500 บาท และรับเครื่องได้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2019) โดยผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับของแถมเป็น S Series Box Set มูลค่า 699 บาท และกระเป๋าสะพายมูลค่า 1,299 บาท

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ Vivo ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Vivo S1 มาให้ทางทีมงานได้รีวิวกันในโอกาสนี้ด้วยครับ


จุดเด่นของ Vivo S1

- เทคโนโลยีการ ผลิตตัวเครื่องแบบ Unibody (ตัวเครื่องถูกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน) ด้านหลังใช้เทคนิคการเคลือบผิวสัมผัสเหลือบแสง ซ่อนลวดลายสะท้อนแสงคล้ายคลื่น ทำให้ตัวเครื่องโดดเด่นสะดุดตา และดูพรีเมียมน่าจับถือ
- หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Halo FullView Display ขนาด 6.38 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2340x1080 พิกเซล) ในอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core MediaTek MT6768 Helio P65 ความเร็ว 2.0 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G52 MC2
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6 GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128 GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 9
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 16+8+2 ล้านพิกเซล โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.78 ซึ่งรองรับเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพด้วย AI, ถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Super Wide-Angle 120 องศา, เอฟเฟกต์โบเก้ที่ปรับจุดโฟกัสและระดับความเบลอได้อิสระ, ระบบตกแต่งหน้าสวยด้วย AI ที่ปรับแต่งได้อย่างละเอียด และมีระบบแนะนำการจัดวางองค์ประกอบภาพอัตโนมัติสำหรับการถ่ายภาพ Portrait
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 พร้อมระบบตกแต่งหน้าสวยด้วย AI ที่ปรับแต่งได้อย่างละเอียด
- เอฟเฟกต์ไฟสตูดิโอสำหรับการถ่ายภาพ Portrait ใช้ได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า
- มีโหมดสำหรับเด็กที่ผู้ปกครองสามารถจำกัดการใช้งานแอปพลิเคชัน และเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟนได้
- ระบบเสียง DeepField Audio Effect สำหรับปรับแต่ง Equalizer และเพิ่มความสมจริงเมื่อใช้งานร่วมกับหูฟัง
- แบตเตอรี่ความจุ 4,500 mAh ใช้งานได้เต็มวันโดยไม่ต้องชาร์จ และอึดมากเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนที่มีราคาใกล้เคียงกัน
- รองรับระบบชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging 18W
- ฟีเจอร์ Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- รองรับระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม GPS, BeiDou, GLONASS และ Galileo
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G/4G+, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ WiFi 2.4GHz/5GHz และ Bluetooth 5.0
- ถาดแบบ Triple-Slot รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nano-SIM) พร้อมกับติดตั้ง microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน
- รองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 4G LTE
- ราคา 8,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Vivo S1

- ยังคงใช้พอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB
- พื้นผิวตัวเครื่องมีความมันวาว จึงอาจเกิดรอยนิ้วมือ, คราบมัน หรือคราบเปื้อนได้ง่าย
- หน้าจออัตราส่วน 19.5:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- กล้องหลังไม่มีโหมดถ่ายภาพกลางคืน

 

สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Vivo S1 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Vivo S1

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้ เป็นเครื่องทดสอบจากบริษัทผู้ผลิต คุณสมบัติบางอย่างอาจแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจถูกแก้ไขให้ดีขึ้นแล้วในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองเพื่อความมั่นใจ *


 

วันที่ : 20/07/2019