ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 08/10/2019

รีวิว (Review) Vivo NEX 3

เรือธงไร้ปุ่มจอโค้ง Waterfall พร้อมกล้อง Lunar Ring 64MP กับกล้องหน้า Elevating และสเปกแรงขั้นสุด ด้วยจอโค้งไร้ขอบ POLED Waterfall FullView 6.89 นิ้ว ผสานสแกนนิ้วบนหน้าจอ, กล้อง Triple Camera Lunar Ring 64 ล้านพิกเซล ผสานกล้องหน้า Pop-up, ชิปเซ็ต Snapdragon 855+ แรงสุดแห่งยุค, RAM 8GB+ROM 128GB, ชิปเสียง AK4377A Hi-Fi และแบตเตอรี่ FlashCharge สุดอึด 4500 mAh บนตัวเครื่องดีไซน์ไร้ปุ่มกดหรูล้ำที่ไม่กลัวร้อน

8 ตุลาคม 2019 - ล่าสุดนี้ทางค่าย Vivo ประเทศไทย ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเรือธงอย่าง Vivo NEX 3 ที่มาพร้อมการดีไซน์โฉมใหม่ที่เรียบหรูมีความพรีเมียมมากขึ้น ภายใต้สโลแกน Future Beyond Edges และมีฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ครบครัน

Vivo NEX 3 มาในดีไซน์จอไร้ขอบพร้อมความโค้งทำมุมเกือบ 90 องศา ลงเกือบสุดขอบตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านในชื่อ Waterfall FullView Display ที่มีสัดส่วนการแสดงผลสูงถึง 99.6% กับขนาดใหญ่ 6.89 นิ้ว ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) บนตัวเครื่องครอบทับด้วยกระจกที่มีความเงางามโค้ง รับกับฝ่ามือแบบ 3D Glass และมีดีไซน์แบบไร้ปุ่มกด พร้อมเพิ่มปุ่ม Touch Sense สำหรับสั่งการด้วยระบบสัมผัสที่ด้านข้างตัวเครื่อง 

ที่ด้านหลังมาพร้อมระบบกล้อง 3 ตัว (Triple Camera) ในดีไซน์ใหม่ แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลัก Super HD ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่สองเลนส์ Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ที่รองรับฟังก์ชันการถ่ายภาพครบครัน เช่น ซูมสูงสุด 20 เท่า (20x Digital Zoom), ถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide ที่ 120 องศา, โหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect, AI Face Beauty และ AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีน รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนโดยเฉพาะ ส่วนกล้องหน้าซ่อนอยู่ในตัวเครื่อง โดยเลื่อนได้อัตโนมัติแบบ Elevating Front Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มากับเทคโนโลยี AI Face Beauty

 

ด้านสเปก Vivo NEX 3 จัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855+ ตัวท็อปใหม่ล่าสุด ผสานระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber Cooling System โดยสามารถลดอุณหภูมิชิปเซ็ตได้ถึง 10 องศาเซลเซียส จับคู่กับ RAM (LPDDRX4) ขนาด 8GB และมีหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 128GB รวมถึงมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4500 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 22.5W Vivo FlashCharge นอกจากนี้ยังมากับระบบเสียงระดับ Hi-Fi ด้วยชิปเสียงแยกอย่าง AK4377A จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ฟังเพลงที่เต็มอรรถรสอย่างแน่นอน

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า Vivo NEX 3 มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียมแบบไร้ขอบ ไร้รอยบาก พร้อมฟีเจอร์ระดับท็อปที่จัดมาให้แบบครบครัน และระบบการถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิมด้วยกล้องหลัง 3 ตัว กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 24,999 บาท ซึ่งการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว Vivo NEX 3 ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Vivo NEX 3 มาในแพ็กเกจสีดำเรียบหรู ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส พร้อมระบุชื่อซีรีส์ NEX ไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อะแดปเตอร์ 22.5W, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, หูฟัง, เคส, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน


ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสที่แถมมาให้ภายใน แพ็กเกจ


Vivo NEX 3 มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบ พร้อมความโค้งทำมุมเกือบ 90 องศา ลงเกือบสุดขอบตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านแบบ POLED Waterfall FullView Display ขนาด 6.89 นิ้ว โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 99.6% ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2256 พิกเซล : 363 ppi) บนตัวเครื่องมีขนาด 167.44x76.14x9.4 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 217.3 กรัม


พร้อมรองรับฟังก์ชัน Always On Display


ด้านบนของหน้าจอมีลำโพงสำหรับสนทนา และติดตั้งเซ็นเซอร์ต่างๆ ไว้


ด้านหน้าส่วนล่างประกอบด้วย ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent App, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


โดยสามารถปรับไปใช้วิธีควบคุมแบบ Gesture ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


รวมถึงรองรับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)


พร้อมกับระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)


Vivo NEX 3 ปรับดีไซน์ใหม่โดยที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มกดใดๆ


ส่วนที่ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่มสัมผัสแบบ Touch Sence สำหรับสั่งการด้วยระบบสัมผัสที่ด้านข้างตัวเครื่อง พร้อมกับมอเตอร์สั่นสะเทือน X-Axis Haptic ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกดปุ่มจริง


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีแถบเสารับสัญญาณที่ ด้านซ้าย กับด้านขวา พร้อมไมโครโฟนตัวที่สอง, เซ็นเซอร์อินฟาเรด และกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่เลื่อนได้อัตโนมัติแบบ Elevating Front Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล โดยมี F/2.0 รวมถึงช่องเชื่อมต่อสำหรับหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร


ที่ด้านล่างประกอบด้วยแถบเสารับสัญญาณที่ด้าน ซ้าย กับด้านขวา พร้อมช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Dual Nano-SIM, ไมโครโฟนตัวหลัก, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงภายนอก


ที่ด้านหลังของ Vivo NEX 3 ครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass รับกับฝ่ามือขณะถือใช้งาน พร้อมกล้องถ่ายภาพดีไซน์ใหม่แบบที่เรียงกันในแถบวงกลมที่ตรงกลาง


กล้องตัวหลักที่ด้านหลังของ Vivo NEX 3 มีทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลัก Super HD ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่สองเลนส์ Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 120 องศา พร้อมถ่ายภาพแบบ Super Macro ใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร และกล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล

รองรับการซูมภาพด้วยเลนส์ 2 เท่า (2x Optical Zoom) พร้อมซูมสูงสุด 20 เท่า (20x Digital Zoom) รวมถึงฟีเจอร์ Live Photos, การถ่ายภาพโหมดคมชัดสูง 64MP, โหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect, AI Face Beauty, AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม, AI Beauty ปรับผิวเนียน และ AI Body Shaping ในการปรับโครงสร้างร่างกายได้อย่างอิสระ


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

Vivo NEX 3 ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย FunTouch OS 9.1 เวอร์ชันล่าสุด ที่มาพร้อมกับปรับโฉมดีไซน์หน้า User Interface ใหม่หมดจด และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE


มีหน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 128GB และหน่วยความแรม (RAM) แบบ LPDDRX4 ขนาด 8GB


เมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวได้อย่างง่ายดาย ด้วยการกดปุ่มไอคอน X ที่ด้านล่าง


เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการ ปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งของไอคอน  พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการได้


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Notification Center ซึ่งเป็นหน้ารวมสำหรับการแสดงแจ้งเตือนต่างๆ และเมื่อลากจากขอบด้านล่างของหน้าจอจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ


นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งตำแหน่งของ คีย์ลัดเองได้ด้วย


เมื่อปัดไปทางขวาจากหน้าโฮม จะเจอกับหน้า Card พื้นที่การแสดงข้อมูลต่างๆ และคอยแนะนำฟีเจอร์ อย่างเช่น สภาพอากาศปัจจุบัน, จำนวนก้าว หรืออีเวนท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และยังสามารถจัดการแอปพลิเคชันที่แสดงภายในหน้า Card ได้ ด้วยการกดที่ Card Management ที่ด้านล่าง


รวมทั้ง Shortcuts ทางลัดเข้าถึงแอปพลิเคชัน และเครื่องมือต่างๆ เช่น Speed up สำหรับเคลียร์พื้นที่หน่วยความจำ RAM, เครื่องคิดเลข หรือบันทึกเสียง เป็นต้น โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่ง และจัดตำแหน่งของการ์ดได้ด้วยตนเอง จากการกดเครื่องหมาย + ที่ด้านบน และ Jovi Scene สำหรับแจ้งเตือนกิจกรรมต่างๆ


รองรับ i Manager แอปพลิเคชันสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง เช่น การล้างพื้นที่ (การเคลียร์แรม), ตั้งค่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแต่ละแอปพลิเคชัน หรือการจำกัดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคิดเลข, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ และ Feedback


Vivo NEX 3 สามารถปรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอได้อย่างหลากหลาย พร้อมโหมด Eye Protection สำหรับปกป้องดวงตาขณะใช้งาน


และ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ


สามารถปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอ ที่เลือกระดับได้ตามต้องการ และด้วยดีไซน์ที่เป็นแบบ Waterfall FullView Display จึงสามารถปรับให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้


ในเมนู Home Screen สามารถตั้งค่าจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 4x5, 4x6 และ 5x6


สามารถปรับค่าความโค้งมนของไอคอนได้


รวมถึงขนาดของไอคอน


สามารถเปิด-ปิด ฟังก์ชัน Lockscreen Magazine ในการเปลี่ยนภาพล็อกหน้าจอทุกครั้งที่เปิดการทำงาน และรูปแบบของหน้า Lockscreen


Vivo NEX 3 มาพร้อมฟีเจอร์ Always On Display ที่สามารถเลือกรูปแบบได้หลากหลาย


ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนธีม และภาพพื้นหลังได้



และยังมีธีม พร้อมภาพพื้นหลังอีกมากมายให้เลือกใช้ในแอปพลิเคชัน i Theme


รวมถึง Font ตัวอักษรรูปแบบต่างๆ และการตั้งค่าอื่นๆ บนหน้าจอ


สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


โดยสามารถปรับไปใช้วิธีควบคุมแบบ Gesture ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย พร้อมกับเลือกดีไซน์ Navigation ที่หน้าโฮมได้


จากการที่ Vivo NEX 3 ได้ปรับมาใช้ดีไซน์ตัวเครื่องแบบไร้ปุ่ม พร้อมเพิ่มปุ่ม Touch Scene สำหรับสั่งการด้วยระบบสัมผัสที่ด้านข้างตัวเครื่อง พร้อมกับมอเตอร์สั่นสะเทือน X-Axis Haptic ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกดปุ่มจริง
โดยผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ของปุ่ม Touch Scene ได้ ไม่ว่าจะเป็น ระดับความหนักในการสัมผัส หรือรูปแบบปุ่ม Guide ในการบอกตำแหน่งของปุ่ม Touch Scene


พร้อมเปิด-ปิดฟังก์ชัน Virtual Side Button ในการปรับระดับเสียง เพียงกดข้างที่ขอบหน้าจอบริเวณปุ่ม Touch Scen และลากขึ้น หรือลง รวมถึงปิดหน้าจอได้เพียงสัมผัสที่ขอบหน้าจอบริเวณปุ่ม Touch Scene สองครั้งติดกัน


และสามารถเปิดใช้ฟังก์ชัน Easy Touch ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้


พร้อมปรับแต่งตำแหน่งของคีย์ลัด รวมถึงดีไซน์ได้เองด้วย


Vivo NEX 3 รองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC และฟังก์ชัน Android Beam สำหรับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC โดยการนำตัวเครื่องทั้ง 2 มาแตะกัน


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ Vivo NEX 3 มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งไว้ภายใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


ที่สามารถเลือกการแสดงผลในหน้า Lockscreen ได้ 2 รูปแบบ และรูปแบบ Animation ขณะปลดล็อกได้ 5 รูปแบบ


พร้อมระบบสแกนใบหน้า (Face Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว


Vivo NEX 3 มีแบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh พร้อมโหมดประหยัดพลังงาน ที่เมื่อเปิดใช้งานสัญลักษณ์แบตเตอรี่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง


รวมถึงโหมดประหยัดพลังงานขั้นสุดอย่าง Super Power- Saving Mode ที่ช่วยยืดระยะเวลาในการใช้งานให้นานมากขึ้น แต่แลกกับการใช้งานได้เพียงฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น


นอกจากนี้ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 22.5W Vivo Super FlashCharge


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


Vivo NEX 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง App Clone สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะมีให้ใช้งานบน Vivo NEX 3 ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย โหมด Smart Wake, Smart turn on/off screen และ Smart Call ซึ่ง Smart Wake เป็นการวาดตามรูปแบบต่างๆ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น การวาดตัวอักษร C เพื่อเข้าสู่ฟังก์ชันการโทรศัพท์ หรือการวาดตัวอักษร m เพื่อเข้าสู่แอปพลิเคชัน i Music สำหรับฟังเพลง


Smart turn on/off screen การเปิด-ปิด หน้าจอแบบอัจฉริยะ โดยสามารถตั้งค่าให้หน้าจอติดเมื่อยกตัวเครื่องขึ้น หรือสัมผัสหน้าจอ 2 ครั้งติดกันเพื่อเป็นการล็อกหน้าจอ และ Smart Call การโทรอัจฉริยะ


ฟังก์ชัน Smart Split สำหรับแบ่งหน้าจอการใช้งานพร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน โดยเน้นไปที่แอปพลิเคชันเกี่ยวกับ Message โดยสามารถตอบแชทได้โดยไม่ต้องออกจากหน้าแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่


และมีฟังก์ชัน Screen-Split ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน โดยสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ


ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชัน Screen-Split ที่รองรับทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน


สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการกดปุ่ม Touch Scene ที่ด้านขวาตัวเครื่อง พร้อมกับปุ่มลดเสียง หรือลาก 3 นิ้ว จากบริเวณด้านล่างหน้าจอไปยังด้านบน


และยังสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


Vivo NEX 3 รองรับฟีเจอร์ Screen Mirroring สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่จอโทรทัศน์ หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย


จากระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Jovi Assistant ที่รองรับฟังก์ชันหลักๆ 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ Smart Camera, Image Recognition และ Smart Scene

เริ่มที่ Smart Camera ที่ประกอบไปด้วย Portrait Mode สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมปรับค่าผิวเนียนให้เหมาะกับเพศ, วัย รวมถึงอายุของแต่ละบุคคลได้


เทคโนโลยี AI Scene Identification ในการแยกแยะซีนที่ถ่ายพร้อมปรับค่าให้แบบอัตโนมัติ และ AI Portrait Framing สำหรับช่วยจัดองค์ประกอบภาพ และช่วยแนะนำมุมสวยขณะถ่าย


ฟังก์ชัน Image Recognizer ใช้ในการค้นหาข้อมูลสินค้าที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับแสดงราคา และสถานที่สำหรับซื้อสินค้า


และ Smart Scene จะเป็นการแจ้งเตือนข่าวสารต่างๆ รวมถึงพยากรณ์อากาศ และตารางนัดหมาย เพื่อให้จัดการตารางเวลาได้ง่ายขึ้น


ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ แสดงแบบรวมภาพถ่ายทั้งหมด กับแบบแยกอัลบั้ม


ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งาน ได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน


พร้อมฟังก์ชัน Ad Block Mode ในการปิดไม่ให้มีการแสดงโฆษณาบนบราว์เซอร์นั่นเอง


รวมทั้งยังมีโหมดการใช้งานมือเดียว One-handed ซึ่งเป็นการปรับขนาดของแผงตัวเลขโทรศัพท์, แป้นพิมพ์รหัสผ่านให้เล็กลง ซึ่งช่วยให้ใช้งานมือถือด้วยมือเดียวอย่างสะดวกขึ้น และ Smart Click ในการเปิดใช้งานฟังก์ชันเฉพาะในขณะล็อกหน้าจอ


Vivo ได้ทำการรวบรวมแอปพลิเคชันเด่นมาให้ได้ดาวน์โหลดกันผ่านทาง Vivo App Store ด้วยเช่นกัน


สำหรับบริการ vivoCloud ก็มีให้ใช้งานบน Vivo NEX 3 เช่นเดียวกัน โดยผู้ใช้สามารถสำรองข้อมูลต่างๆ ภายในตัวเครื่อง เช่น ข้อความ SMS, รายชื่อผู้ติดต่อ และบุ๊คมาร์คของเว็บเบราวเซอร์ ไปยังระบบคลาวอินเทอร์เน็ตของ Vivo ได้


Vivo NEX 3 รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ระดับ Hi-Fi Audio พร้อมชิปเสียงแยก AK4377A ผ่านแอปพลิเคชัน i Music พร้อมเทคโนโลยี DeepField สำหรับช่วยขับเสียงร้องให้มีความชัดเจน พร้อมปรับเสียงเบสให้มีอิมแพคมากยิ่งขึ้น


สามารถปรับค่า Equalizer และเลือกใช้หูฟังต่างๆ ของ Vivo ได้


รวมถึงตั้งค่าเสียงให้เหมาะกับระดับความสามารถ ในการฟังของแต่ละวัยได้ด้วย


ที่สำคัญ Vivo NEX 3 รองรับฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง Privacy and App Encryption สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง File Safebox ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน


Vivo NEX 3 ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Ultra Game Mode ซึ่งเป็นโหมดพิเศษที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ พร้อมรองรับระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม และป้องกันปัญหาเฟรมเรตตกระหว่างเล่นเกมได้ดีขึ้น


รวมถึงป้องกันการโดนขัดจังหวะขณะเล่นเกม ยกตัวอย่างเช่น การโชว์เบอร์โทรสายเรียกเข้าในรูปแบบป็อบอัปเท่านั้น ทำให้เกมไม่ถูกสลับไปยังหน้ารับสายสนทนา


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง Vivo NEX 3 นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 52 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 4 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


Vivo NEX 3 มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855+ แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.96 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDRX4 ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 128GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย User Interface แบบ Funtouch OS 9.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด


Vivo NEX 3 มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 326,801 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 4 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 3,610 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 11,015 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 5,971 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 5,314 คะแนน


และรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, Marvel Future Fight และ Grim Soul พร้อมเปิดการแสดงผลกราฟิกระดับสูงสุด ก็พบว่า Vivo NEX 3 นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก เรียกได้ว่าสามารถตอบโจทย์การเล่นเกมในทุกระดับที่มีบน Google Play Store ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ Vivo NEX 3 ยังมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber Cooling System ที่สามารถลดอุณหภูมิชิปเซ็ตได้ถึง 10 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานานตัวเครื่องมีความร้อนพออุ่นมือเท่านั้น รวมถึงฟีเจอร์ 4D Game Vibration ในการสั่นตามเหตุการณ์ในเกม ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการเล่นเกมอีกด้วย


Vivo NEX 3 มาพร้อมกับหน้าจอไร้ขอบ พร้อมความโค้งทำมุมเกือบ 90 องศา ลงเกือบสุดขอบตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านในชื่อ Waterfall FullView Display ที่มีสัดส่วนการแสดงผลสูงถึง 99.6% พร้อมความละเอียดระดับ Full HD+ จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ โดยไม่มีขอบตัวด้านข้างตัวเครื่องมากวนใจ


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ



 

สำหรับกล้องถ่ายภาพของ Vivo NEX 3 มีทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลัก Super HD ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่สองเลนส์ Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล

โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น เปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, Filter พร้อม Portrait Lighting Effect และสัดส่วนภาพ


Vivo NEX 3 รองรับการถ่ายภาพในโหมดมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x) ได้


และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร


และในโหมดการถ่ายภาพปกติ มีฟังก์ชัน AI Scene Recognition ที่เป็นการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และวัตถุที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปรับแต่งการตั้งค่าของกล้องให้เหมาะสมแบบอัตโนมัติ


สำหรับโหมด Portrait สามารถเพิ่ม Filter ได้


พร้อมเลือก Portrait Lighting Effect ได้ทั้งหมด รูปแบบ 5 ได้แก่ Studio Light, Stereo Light, Loop Light, Rainbow Light และ Monochrome Background


รวมถึงโหมด AI Beauty สำหรับปรับค่าผิวเนียน รวมถึงโครงสร้างบนใบหน้าได้แทบทุกส่วน และโหมด Slim ในการปรับโครงสร้างร่างกายได้อย่างอิสระ


และมี AR Stickers ลูกเล่นน่ารักๆ สำหรับการถ่ายภาพด้วยสติกเกอร์แบบต่างๆ


รวมถึงโหมด Night สำหรับถ่ายภาพในเวลากลางคืนโดยเฉพาะ


Vivo NEX 3 รองรับโหมดถ่ายภาพความละเอียดสูงแบบ 64MP (9216x6912 พิกเซล) และการถ่ายภาพมุมกว้างแบบ PANO


รวมถึงการถ่ายในโหมด Pro ที่มาพร้อมกับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด


การถ่ายวิดีโอบน Vivo NEX 3 สามารถใส่ Filterได้


และมาพร้อมโหมด AI Beauty กับโหมด Slim ในการปรับโครงสร้างใบหน้า กับร่างกายได้อย่างอิสระ โดยสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p ส่วนในโหมดปกติสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ 4K Ultra HD


รองรับฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอแบบ Slo-Mo และ Time-Lapse


รวมถึงฟังก์ชัน Fun Video ในการสร้างคลิปวิดีโอตลกๆ แบบสั้นๆ พร้อมใส่เพลงประกอบได้


ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าสำหรับเซลฟี่เลื่อน ได้อัตโนมัติแบบ Elevating Front Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ก็มีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที และสามารถปรับค่าต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น เปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, Filter พร้อม Portrait Lighting Effect และสัดส่วนภาพ


พร้อมเพิ่ม Filter แบบต่างๆ ได้


ในโหมด Portrait มาพร้อมเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับค่าผิวเนียน รวมถึงโครงสร้างบนใบหน้าได้แทบทุกส่วน


และรองรับ Portrait Lighting Effect ได้ทั้งหมด รูปแบบ 5 ได้แก่ Studio Light, Stereo Light, Loop Light, Rainbow Light และ Monochrome Background


รองรับการถ่ายเซลฟี่ในมุมกว้างแบบ PANO และฟังก์ชัน Live Photo


รวมถึงลูกเล่นน่ารักๆ อย่าง AR Stickers ให้ได้เลือกใช้งานหลากรูปแบบด้วยเช่นกัน


การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ Vivo NEX 3 สามารถเพิ่ม Filter แบบต่างๆ ได้ และรองรับโหมด AI Beauty พร้อมโหมด Slim ในการปรับโครงสร้างใบหน้า กับร่างกายได้อย่างอิสระ โดยสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p ส่วนในโหมดปกติสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ Full HD 1080p


รวมถึงฟังก์ชัน Fun Video ในการสร้างคลิปวิดีโอตลกๆ แบบสั้นๆ พร้อมใส่เพลงประกอบได้


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera Lunar Ring) ความละเอียดระดับ 64+13+13 ล้านพิกเซล ของ Vivo NEX 3












ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide




ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Studio Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Stereo Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Loop Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Rainbow Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Monochrome Background



ภาพถ่ายจากโหมด AR Sticker


ภาพถ่ายในที่แสงน้อยจากโหมด Night





ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่องแบบ Elevating Front Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ Vivo NEX 3

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Studio Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Stereo Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Loop Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Rainbow Light


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect แบบ Monochrome Background



ภาพถ่ายจากโหมด AR Sticker


สรุปผลการทดสอบของ Vivo NEX 3

Vivo NEX 3 เป็นอีกหนึ่งเรือธงรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยการดีไซน์หน้าจอไร้ขอบ ไร้ขอบ พร้อมความโค้งทำมุมเกือบ 90 องศา ลงเกือบสุดขอบตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านในชื่อ Waterfall FullView Display ขนาดใหญ่ 6.89 นิ้ว ที่มีสัดส่วนการแสดงผลสูงถึง 99.6% ความคมชัดระดับ Full HD+ (1080x2256 พิกเซล) จึงสามารถเล่นไฟล์ที่มีความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัด และให้มุมมองที่ใหญ่เต็มตากว่าเคย รวมถึงติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) ที่ทำงานร่วมกับระบบสแกนใบหน้าในการปลดล็อกหน้าจอ (Face Unlock) โดยตัวเครื่องมีดีไซน์ไร้ปุ่ม พร้อมเพิ่มปุ่มสั่งการระบบสัมผัสแบบ Touch Sense ไว้ด้านข้างตัวเครื่อง ที่มีมอเตอร์สั่นสะเทือน X-Axis Haptic ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกดปุ่มจริง และครอบทับฝาหลังด้วยกระจกที่มีความเงางามโค้งรับกับฝ่ามือแบบ 3D Glass

 

Vivo NEX 3 มากับชิปเซ็ตระดับเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 855+ แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วสูงสุด 2.96 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640 จับคู่กับ RAM (LPDDRX4) ขนาด 8GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบ UFS 2.1 ถึง 79% ขนาด 128GB โดยไม่รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card ซึ่งทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย Funtouch OS 9.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่มีการปรับโฉม Interface รูปแบบใหม่พรีเมียมกว่าเดิม และมีแบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 22.5W Vivo FlashCharge จึงสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมชาร์จไวโดยไม่ต้องรอรนานเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ นอกจากนี้ยังมั่นใจได้ว่าตัวเครื่องจะไม่ร้อนจนเกินไปแม้ใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน ด้วยระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber Cooling System ที่สามารถลดอุณหภูมิชิปเซ็ตได้ถึง 10 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยัง รองรับระบบเสียงระดับ Hi-Fi Audio กับชิปเสียงแยกอย่าง AK4377A จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ฟังเพลงที่เต็มอรรถรสอย่างแน่นอน

ด้านการถ่ายภาพ Vivo NEX 3 มีกล้องตัวหลัก 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่สองเลนส์ Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 120 องศา พร้อมถ่ายภาพแบบ Super Macro ใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร และกล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รองรับการซูมภาพด้วยเลนส์ 2 เท่า (2x Optical Zoom) พร้อมซูมสูงสุด 20 เท่า (20x Digital Zoom) รวมถึงฟีเจอร์ Live Photos, การถ่ายภาพโหมดคมชัดสูง 64MP, โหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect, AI Face Beauty, AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม, AI Beauty ปรับผิวเนียน และ AI Body Shaping ในการปรับโครงสร้างร่างกายได้อย่างอิสระ ส่วนทางด้านกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่เลื่อนขึ้น-ลงเองอัตโนมัติเมื่อเรียกใช้งานแบบ Elevating Front Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล โดยมี F/2.0 รองรับฟีเจอร์ Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect, AI Face Beauty และ AR Sticker

 

Vivo NEX 3 ยังตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยฟีเจอร์เอาใจเกมเมอร์อย่าง Ultra Game Mode โหมดพิเศษที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น การโชว์เบอร์โทรสายเรียกเข้าในรูปแบบป็อบอัปเท่านั้น ทำให้เกมไม่ถูกสลับไปยังหน้ารับสายสนทนา และการย่อขนาดคีย์บอร์ดภายในเกมให้มีขนาดเล็กลง เพื่อป้องกันปัญหาคีย์บอร์ดบดบังการแสดงผล นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม และป้องกันปัญหาเฟรมเรตตกระหว่างเล่นเกมได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ 4D Game Vibration ในการสั่น ตามเหตุการณ์ในเกม ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการเล่นเกมนั่นเอง

รวมถึงรองรับฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้าน อื่นๆ อย่างครับครัน ไม่ว่าจะเป็น รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE ได้ทั้ง 2 ซิมการ์ด แบบ Dual 4G, รองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC,  ฟีเจอร์ App Clone สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์ อย่างเช่น เช่น Facebook หรือ Line ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์ในเวลาเดียวกัน,  รวมถึงฟังก์ชัน Screen-Split ในการใช้งานพร้อมกัน 2 แอปพลิเคชันได้พร้อมกัน และยังสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้

Vivo NEX 3 ยังให้ความสำคัญด้านความเป็นส่วนตัว ด้วยฟังก์ชัน Privacy and App Encryption สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง File Safebox ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งานอีกด้วย

 

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า Vivo NEX 3 เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ครบครัน ทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะทำงาน, ด้านความบันเทิง หรือการถ่ายภาพ และยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่พรีเมียมมากขึ้น กับราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยากจนเกินไป

Vivo NEX 3 เปิดราคาทางการในประเทศไทยที่ 24,999 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน Vivo Brand Shop ทุกสาขา, ร้านตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น BANANA, TG FONE, Jaymart, CSC, IT City, Big C, IBIZ และแม่วังสื่อสาร รวมถึงสั่งซื้อผ่านศูนย์ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ

โดยผู้ที่สั่งซื้อ Vivo NEX 3 จะได้รับฟรีบัตร VIP Card สำหรับการรับประกันตัวเครื่องนาน 2 ปีเต็ม และรับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี รวมถึงของแถมสุดพรีเมียมจากร้านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งสามารถสอบถามเพิ่มเติม ณ จุดขาย

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Vivo ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Vivo NEX 3 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 


จุดเด่นของ Vivo NEX 3

- ดีไซน์ตัวเครื่องแบบไร้ปุ่มกด พร้อมปุ่มระบบสัมผัสแบบ Touch Scene ที่ด้านขวาตัวเครื่อง
- ด้านหลังตัวเครื่องครอบทับด้วยกระจก พร้อมความโค้งรับกับฝ่ามือขณะถือใช้งานแบบ 3D Glass
- หน้าจอไร้ขอบ พร้อมความโค้งทำมุมเกือบ 90 องศา ลงเกือบสุดขอบตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านแบบ POLED Waterfall FullView Display ขนาด 6.89 นิ้ว โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 99.6% ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2256 พิกเซล : 363 ppi)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855+ ความเร็ว 2.96 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 640
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDRX4 ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 128GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมครอบทับด้วย FunTouch OS 9.1
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบ Pop-Up ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมกลไลเลื่อนขึ้น-ลงเองอัตโนมัติเมื่อเรียกใช้งานแบบ Elevating Front Camera โดยมีค่ารูรับแสงที่ f2.09 พร้อมรองรับฟีเจอร์ Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect, AI Face Beauty และ AR Sticker
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลัก Super HD ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล (f1.8), กล้องตัวที่สองเลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล (f2.2) เก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 120 องศา พร้อมถ่ายภาพแบบ Super Macro ใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร และกล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล (f2.48) รองรับการซูมภาพด้วยเลนส์ 2 เท่า (2x Optical Zoom) พร้อมซูมสูงสุด 20 เท่า (20x Digital Zoom) รวมถึงฟีเจอร์ Live Photos, การถ่ายภาพโหมดคมชัดสูง 64MP, โหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting Effect, AI Face Beauty, AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม, AI Beauty ปรับผิวเนียน และ AI Body Shaping ในการปรับโครงสร้างร่างกายได้อย่างอิสระ
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Unlock)
- ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Jovi AI Assistant
- ฟังก์ชัน App Clone สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- ระบบเสียง Hi-Fi พร้อมชิปเสียงโดยเฉพาะแบบ AK4377A
- แบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 22.5W Vivo Super FlashCharge
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi dual Band
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS และ Beidou ของประเทศจีน
- ราคา 24,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Vivo NEX 3

- ตัวเครื่องใช้ดีไซน์แบบกระจก จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- ตัวเครื่องมีขนาด 167.44x76.14x9.4 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างใหญ่สำหรับสุภาพสตรี และคนอุ้งมือขนาดเล็ก รวมถึงมีน้ำหนัก 217.3 กรัม ดังนั้นเมื่อถือใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เมื่อยล้าได้
- หน้าจอแบบ Waterfall FullView Display ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- ด้วยความที่หน้าจอขอบโค้งเกือบถึงด้านข้างตัวเครื่อง อาจทำให้อุ้งมือของผู้ใช้ไปสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ
- ไม่รองรับการเพิ่มการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card หรือแบบอื่นๆ
- ลำโพงเสียงมีเพียงแค่ตัวเดียว ยังไม่ใช่ลำโพงคู่


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Vivo NEX 3 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Vivo NEX 3

 

 

วันที่ : 08/10/2019