รีวิว Samsung Galaxy S23 Ultra เรือธงรุ่นใหญ่อัปเกรดใหม่ ใส่กล้อง 200MP ซูม 100x ดีกว่าเดิม พร้อมชิปตัวท็อป Overclock บนดีไซน์ที่ลงตัวกว่าเก่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทุกท่านก็คงจะได้ติดตาม พรีวิว Samsung Galaxy S23 Ultra | S23+ | S23 จากทีมงาน Thaimobilecenter กันไปแล้ว เรียกว่ามีสิ่งใหม่หลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับตระกูลเรือธงประจำต้นปีนั่นคือ Samsung Galaxy S23 Series ซึ่งนำโดยรุ่นใหญ่อย่าง Samsung Galaxy S23 Ultra ที่รวมฟีเจอร์ระดับท็อปทุกอย่างไว้ครบเครื่องที่สุด เรียกว่าจบได้ภายในเครื่องเดียว และในวันนี้เราก็ได้นำมารีวิวแบบเต็ม ๆ ให้ชมกันอีกครั้ง
Samsung Galaxy S23 Ultra เป็นการต่อยอดความสุดในทุกทางจากรุ่นพี่เมื่อปีที่แล้วนั่นก็คือ Galaxy S22 Ultra โดยการเปลี่ยนแปลงสำคัญก็คือกล้องถ่ายภาพหลักตัวใหม่ความละเอียดสูง 200MP ที่มากับเทคโนโลยี Adaptive Pixel เป็นรุ่นแรกของค่าย พร้อมอัปเกรดระบบการซูมภาพไกลสุด 100 เท่า (100x Space Zoom) ให้มีความคมชัด และนิ่งมากกว่าเดิม รวมทั้งมีประสิทธิภาพของการประมวลผลเกี่ยวกับการใช้งานกล้องที่ดีขึ้นมาก บนการดีไซน์ที่นำเอารุ่นก่อนมาปรับแต่งให้ลงตัวขึ้นอีกเล็กน้อย โดยมีขอบตัวเครื่องเป็นเหลี่ยมมากขึ้น จับถือได้ถนัดมือกว่าเดิม รวมทั้งชุดสีตัวเครื่องใหม่ พร้อมรองรับการใช้งานปากกา S Pen และมีช่องเก็บปากกาในตัวเช่นเคย อีกทั้งยังเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่ปกป้องทั้งด้านหน้า-ด้านหลังด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่แกร่งกว่าเดิม และรองรับคุณสมบัติป้องกันน้ำ-ฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 รวมถึงใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้
ด้านคุณสมบัติภายในจัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษเพื่อนำมาใช้กับ Galaxy S23 Series โดยเฉพาะการ Overclock สัญญาณนาฬิกาให้เร็วขึ้นกว่าปกติ จับคู่กับ RAM แบบ LPDDR5X ขนาดสูงสุด 12GB ที่รองรับฟีเจอร์ RAM Plus ซึ่งสามารถเพิ่ม RAM เสมือนได้อีกสูงสุด 8GB พร้อม ROM มาตรฐานใหม่ UFS 4.0 ที่มีความจุให้เลือกสูงสุดถึง 1TB โดยมีแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 45W Super Fast Charging กับ 15W Fast Wireless Charging 2.0 บนระบบปฏิบัติการ Android 13 ที่ถูกครอบทับด้วย One UI 5.1 ใหม่ล่าสุดตั้งแต่แกะกล่อง พร้อมการันตีการอัปเดต Android OS นาน 4 ปี และแพทช์ความปลอดภัยนาน 5 ปีเต็ม
ทางด้านหน้าจอมีขอบโค้งน้อยกว่ารุ่นก่อนแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD+ พร้อมฟีเจอร์ Vision Booster ที่สามารถดันค่าความสว่างสูงสุดได้ถึงระดับ 1750 nits, รองรับฟีเจอร์ Super Smooth 120Hz สำหรับการปรับค่า Refresh Rate ตามคอนเทนต์ที่แสดงระหว่าง 1-120Hz พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Ultrasonic Fingerprint
สำหรับ Samsung Galaxy S23 Ultra เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยเริ่มที่ 43,900 บาท ซึ่งการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร และมีดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยงามขนาดไหน ไปรับชมรีวิว Samsung Galaxy S23 Ultra ฉบับเต็มพร้อมกันได้เลยค่ะ
รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์
Samsung Galaxy S23 Ultra มีหน้าจอแสดงผลแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ที่มีความโค้งมนน้อยกว่ารุ่นก่อน เพื่อการจับถือที่ถนัดมือมากขึ้น โดยมีขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว คมชัดระดับ QHD+ (1440x3088 พิกเซล : 501 PPI) รองรับฟีเจอร์ Super Smooth 120Hz ในการปรับค่า Refresh Rate ตามคอนเทนต์ที่แสดงระหว่าง 1-120Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz พร้อมฟีเจอร์ Vision Booster ที่สามารถดันค่าความสว่างสูงสุด 1750nits และเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่มีการปกป้องหน้าจอด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2 ใหม่ล่าสุด
ที่ด้านบนหน้าจอการฝังกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ที่ตรงกลางตามแบบฉบับของจอ Infinity-O Display โดยเป็นกล้องหน้าตัวใหม่ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 นอกจากนี้ยังมีลำโพงสำหรับสนทนาสุดบางเฉียบอยู่ที่ด้านบน พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนาเพื่อประหยัดพลังงาน กับเซนเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม
ด้านหน้าส่วนล่างมีขอบหน้าจอที่บางเฉียบเช่นเดิม โดยในขณะที่ใช้งานจะมีปุ่มกดแบบ On-Screen ซึ่งประกอบด้วยปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ รวมทั้งเราสามารถเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย
ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีเพียงไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน พร้อมเส้นเสารับสัญญาณ 1 เส้น
ซึ่งหากมองลงไปในรายละเอียดก็จะเห็นว่าที่บริเวณขอบนั้นมีการปรับดีไซน์ให้มีความโค้งมนน้อยลง และเพิ่มความเหลี่ยมลงไป เพื่อให้ผู้ใช้งานจับถือได้ถนัดมือมากขึ้น
ที่ด้านล่างประกอบด้วยช่องสำหรับถาดใส่ซิมการ์ด, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา 2 ตัว พร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ที่ตรงกลาง, ลำโพงเสียงตัวหลัก และช่องเก็บปากกา S Pen ที่มีความเหลี่ยมกว่าเดิม
โดยถาดใส่ซิมการ์ดจะรองรับซิมการ์ด Nano SIM ได้ 2 ซิมพร้อมกัน (Dual-Slot) แต่ไม่รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก
สำหรับตัวปากกา S Pen จะมีสีดำด้าน ที่มีการปรับดีไซน์ให้ปลายด้ามมีความเหลี่ยมมากขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับกรอบตัวเครื่องที่เหลี่ยมขึ้นด้วย
ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีเพียงเส้นเสาสัญญาณ 1 เส้น โดยไม่มีช่อง หรือปุ่มสั่งการใด ๆ
ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง พร้อมปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ และเปิด-ปิด เครื่อง รวมถึงเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น
ซึ่งขอบข้างตัวเครื่องทั้งด้านซ้าย-ด้านขวาก็ถูกปรับให้มีความแบนมากขึ้น ลงความโค้งมนลงไป เพื่อให้ถือแล้วกระชับมือมากขึ้น
ตัวเครื่อง Samsung Galaxy S23 Ultra ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างกระจก กับแผ่นฟิล์ม PET รีไซเคิล และโลหะ โดยด้านหลังครอบทับฝาหลังด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2 ใหม่ล่าสุดเช่นเดียวกับด้านหน้า พร้อมกรอบตัวเครื่อง Armor Aluminum ที่ช่วยปกป้องตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี โดยสีที่ทางทีมงานนำมารีวิวให้ได้ชมกันนั้นเป็นสีครีม (Cream) ซึ่งเมื่อมองในบางมุมแล้วก็ดูเกือบจะเป็นสีขาวเลยทีเดียว
Samsung Galaxy S23 Ultra มีกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) พร้อมเลนส์กล้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน อีกทั้งวงแหวนรอบเลนส์กล้องยังมีการเพิ่มขอบเว้าเข้ามาด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น
- กล้อง Wide ความละเอียด 200
ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.3 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด
0.6 ไมครอน เทคโนโลยี Super Quad Pixel (2.4 ไมครอน ที่ความละเอียด 12
ล้านพิกเซล), รูรับแสงขนาด f1.7, มุมรับภาพ 85 องศา (ทางยาวโฟกัส 24
มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.55 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน,
รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 120 องศา (ทางยาวโฟกัส 13 มิลลิเมตร)
และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
- กล้อง Telephoto 1 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน,
ระบบซูมแบบ 3x Optical Zoom, รูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 36 องศา
(ทางยาวโฟกัส 70 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Telephoto 2 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน,
ระบบซูมแบบ 10x Optical Zoom, รูรับแสงขนาด f4.9, มุมรับภาพ 11 องศา
(ทางยาวโฟกัส 230 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
รวมทั้งมีเซนเซอร์ Laser Autofocus ที่ช่วยให้การโฟกัสรวดเร็วแม่นยำขึ้นแม้ในที่แสงน้อย กับไมโครโฟนตัวที่สามติดตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน
โดยมีการอัปเกรดกล้องถ่ายภาพขึ้นหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ การซูม 100 เท่า (100x Space Zoom) อัปเกรดใหม่ ที่ได้ภาพชัด และถ่ายได้นิ่งกว่าเดิม พร้อมถ่ายภาพกลางคืนได้คมชัด ลด noise ด้วยเทคโนโลยี Nightography และฟีเจอร์ Astrophoto สำหรับ ถ่ายดวงดาว หรือทางช้างเผือก สำหรับโหมดยอดฮิตอย่าง Portrait ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Object aware engine ในการแยกบุคคลกับวัตถุรอบข้างได้ดีกว่าเดิม รวมถึงโหมดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ เทคโนโลยี Scene Optimizer ในการตรวจจับซีนต่าง ๆ, ระบบโฟกัสแบบติดตามวัตถุ (Tracking AF), ฟังก์ชัน AR Emoji, โหมด Food สำหรับถ่ายภาพอาหาร, โหมด Single Take รวมถึงโหมด Expert RAW สำหรับช่างภาพตัวจริง ในการถ่ายภาพไฟล์ DNG 16-bit RAW พร้อมความคมชัด และมีช่วงไดนามิกที่กว้างกว่าไฟล์ RAW ทั่วไป
และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K (30fps), ระบบป้องกันการสั่นแบบ Super Steady, โหมดถ่ายวิดีโอ Portrait, โหมด Director's View สำหรับพรีวิวภาพจากทุกกล้องพร้อมกันแบบ Real-time และสามารถสลับมุมมองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา และการถ่ายวิดีโอแบบ Super Slow-Motion รวมถึงฟังก์ชัน AR Doodle
เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ
Samsung Galaxy S23 Ultra มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย User Interface แบบ One UI 5.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด
และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G พร้อมรองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 5G
มีหน่วยความแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 12GB + เทคโนโลยี RAM Plus เพิ่ม RAM เสมือนได้อีกสูงสุด 8GB พร้อมหน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 4.0 ขนาด 256GB โดยไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้ (รุ่นวางจำหน่ายจริงได้แก่ 8GB+256GB, 12GB+512GB และ 12GB+1TB)
เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการ ปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมตั้งค่า Home, Widgets และเปลี่ยน Wallpaper ได้
เมื่อปัดหน้าจอไปทางขวาจะสามารถเลือกแสดงเป็น Google Discover หน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงจากการค้นหาของผู้ใช้ หรือ Samsung FREE ที่รวบรวมข่าวสาร และเกมที่น่าสนใจไว้
เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Notification Center ซึ่งเป็นหน้ารวมสำหรับการแสดงแจ้งเตือนต่างๆ และเมื่อปัดลงอีกหนึ่งครั้งจะเป็นการขยายหน้าจอปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชัน ต่าง ๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ
โดยผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งตำแหน่งของคีย์ลัด เองได้ด้วย
Samsung Galaxy S23 Ultra สามารถเลือกตั้งค่าการแสดงผลแบบปกติ หรือแบบ Dark Mode ที่จะปรับพื้นหลังให้เป็นสีดำ พร้อมฟังก์ชัน Extra Brightness ดันแสงสว่างแบบขั้นสุดที่ 1750nits และฟังก์ชันการตัดแสงสีฟ้า Eye comfort shield
รองรับระบบ Refresh Rate 120Hz Adaptive ที่สามารถปรับค่า Refresh Rate ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ที่กำลังแสดงผลอยู่ได้แบอัตโนมัติ ระหว่าง 1-120Hz
มีโหมดการแสดงผลมาตรฐานมาให้เลือก 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ ธรรมชาติ (Natural) และโหมดสดใส (Vivid) ที่สามารถปรับตั้งค่า White Balance ได้
และเลือกการแสดงผลความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ QHD+ (1440x3088 พิกเซล)
สามารถตั้งค่าใช้งาน Edge Panels เพื่อเข้าสู่เมนูลัด เพียงปัดนิ้วจากด้านขวาของหน้าจอ พร้อมเลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งานได้ตามความถนัดของแต่ละคน
และฟังก์ชัน Brief pop-up การแจ้งเตือนในรูปแบบ pop-up พร้อม Edge Lighting ไฟวิ่งรอบหน้าจอเมื่อมีการแจ้งเตือน
สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้ หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Full Screen Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่าง ๆ เพื่อสั่งการ โดยสามารถเลือกให้แสดง หรือปิด Gesture hints ได้
เลือกเปิดใช้งานฟังก์ชัน Flash Notification สำหรับเปิดแสงแฟลช / กระพริบหน้าจอ เมื่อมีสายเรียกเข้าได้
สำหรับฟังก์ชัน Always-On Display สามารถเลือกการแสดงผล และดีไซน์ได้ตามที่ต้องการ รวมถึงเลือกให้แสดง Notification ต่าง ๆ ในหน้า Always-On ขณะปิดหน้าจอ และเลือกเปลี่ยนสี / ดีไซน์ของนาฬิกาได้ด้วย โดยสามารถเลือกซื้อเพิ่มได้ที่ Galaxy Store
สามารถปรับธีมสีแถบเมนู และไอคอนแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ด้วยฟังก์ชัน Color Palette
Samsung Galaxy S23 Ultra รองรับการทำงานร่วมกับปากกา S Pen โดยมีที่เก็บในตัวเครื่องแบบตระกูล Note Series รวมถึงรับสืบทอดฟีเจอร์เด่นมาอย่างครบครัน โดยรองรับเทคโนโลยี Bluetooth สำหรับใช้งานเป็นรีโมทระยะไม่เกิน 10 เมตร ในที่โล่ง
และรองรับการสั่งงานด้วยท่าทาง ที่สามารถปรับตั้งค่าเองในภายหลังได้ด้วย ซึ่งปากกา S Pen นี้มีค่า Latency เพียง 2.8 ms สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม ยิ่งได้ทำงานร่วมกับหน้าจอ 120Hz ก็จะช่วยให้เราขีดเขียนได้ราวกับเขียนอยู่บนกระดาษจริง ๆ
สามารถเปิดแก้ไขไฟล์ PDF พร้อมบันทึก และแชร์ได้ทันที
รวมทั้งสามารถแปลงโน้ตให้เป็นไฟล์ PowerPoint หรือ Word ได้
ฟังก์ชัน Audio Bookmark ที่สามารถบันทึกเสียงไปพร้อม ๆ กับจดโน้ตได้
มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การทำงาน ไม่ว่าจะเป็น AI Neat Note หรือ Auto Straighten ที่ช่วยปรับข้อความที่เขียนเอียง ให้กลับมาเป็นแนวตรงสวยงามได้
รวมถึง Screen Off Memo ที่เราสามารถจดบันทึกได้โดยไม่ต้องปลดล็อกหน้าจอ พร้อมทั้งปักหมุดไว้ได้ และกลับมาอ่านได้ในภายหลังที่ Samsung Notes
สามารถแปลงลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ได้ และสามารถคัดลอกแล้วนำไปวางได้
มีฟังก์ชัน Screen Write สำหรับจับภาพหน้าจอ แล้วเขียนลงไป
พร้อมฟีเจอร์ Auto Sync ที่เปิดโอกาสให้ใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เปิดดู และปรับแก้โน้ตร่วมกันได้ ทั้งพีซี, แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ผ่านทางระบบ Samsung Cloud รวมถึง Microsoft OneNote
รองรับการปลดล็อกหน้าจอด้วยเซนเซอร์สแกนลาย นิ้วมือที่ฝังอยู่บนหน้าจอแบบ Ultrasonic Fingerprint ที่สามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซนเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็ว
และการสแกนใบหน้า (Face Recognition) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลงทะเบียนได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น
Samsung Galaxy S23 Ultra รองรับเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้แบบ NFC จึงสามารถใช้บริการแตะจ่ายเงินผ่านมือถือด้วยบริการต่าง ๆ ได้
สามารถใช้งานแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือแอปพลิเคชันแชทได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์ ผ่านฟังก์ชัน Dual Messenger
Samsung Galaxy S23 Ultra มีแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมโหมดประหยัดพลังงาน Power Saving จะช่วยยืดระยะเวลาในการใช้งานให้นานกว่าเดิม
และรองรับระบบการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 45W Super Fast Charging (ต้องซื้ออะแดปเตอร์แยกต่างหาก) พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไร้สายความเร็วสูงแบบ 15W Fast Wireless Charging ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
รวมถึงรองรับฟังก์ชัน Wireless PowerShare สำหรับแปลงเป็นแท่นชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อุปกรณ์อื่น ๆ
รองรับฟังก์ชัน Split-Screen View ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อม ๆ กัน โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Game Launcher ที่รวมเกมทั้งหมดภายในเครื่องมารวมไว้ในที่เดียวกัน พร้อมฟังก์ชันเพิ่มเติม เช่นฟังก์ชันประหยัดพลังงานขณะเล่นเกม หรือปิดการแจ้งเตือนขณะเล่นเกม
และยังมีฟังก์ชันปรับค่าประสิทธิภาพ ให้เราเลือกได้ว่าจะให้ระบบรันเกมโดยลดประสิทธิภาพลงเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ หรือรันโดยเน้นประสิทธิภาพการเล่นเกมขั้นสูงสุดโดยไม่ต้องสนใจแบตเตอรี่ และสามารถตั้งค่าแยกเฉพาะแต่ละเกมได้ด้วย ฟังก์ชันนี้จะช่วยให้เราปรับประสิทธิภาพการเล่นเกมให้เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น เช่นการเปิดบอททิ้งไว้ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการกราฟิกสวย ๆ หรือความลื่นไหล แต่ต้องการเปิดทิ้งไว้ให้นานที่สุด ในทางกลับกัน เมื่อเราเล่นเกมด้วยตัวเอง เราก็ต้องการให้ตัวเกมลื่นไหลที่สุด และมีกราฟิกสวยงาม เป็นต้น
เมื่อเล่นเกมในโหมด Game Launcher จะมีเมนูลัดเพิ่มเข้ามาในแถบนำทาง ซึ่งสามารถเลือกตั้งค่าการบล็อกการแจ้งเตือนต่าง ๆ และการโทรได้ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกแสดงการแจ้งเตือนต่าง ๆ แบบ Pop-Up ขณะเล่น และการล็อกหน้าจออัตโนมัติเมื่อเปิดเกมทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง
โดยในโหมดล็อกหน้าจอ ระบบจะลดความสว่างของหน้าจอ, ล็อกการสัมผัส และลดเฟรมเรตของตัวเกมลง แต่เกมจะยังคงรันต่อไปเรื่อย ๆ เหมาะสำหรับการเปิดบอททิ้งไว้ เพราะประหยัดพลังงานกว่าการเปิดเกมไว้ตลอด และช่วยป้องกันการสัมผัสปุ่มต่าง ๆ โดยไม่ตั้งใจได้
เซนเซอร์ในเครื่อง Samsung Galaxy S23 Ultra นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor, Magnetic Sensor และ Pressure Sensor
สามารถจับสัญญาณดาวเทียมในที่กลางแจ้งได้รวดเร็ว และระบบนำทางสามารถใช้งานได้แม่นยำมีประสิทธิภาพ ด้วยการรองรับระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Galileo และ BeiDou
Samsung Galaxy S23 Ultra มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 (Octa-Core) ผลิตบนเทคโนโลยีระดับ 4nm ความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 3.36 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 740, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 12GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 4.0 ขนาด 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย One UI 5.1 เวอร์ชันใหม่
Samsung Galaxy S23 Ultra มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 1,198,369 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 1,462 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 4,603 คะแนน
สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ Wild Life Extreme ได้คะแนนการทดสอบที่ 3,689 คะแนน
และรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด
จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง Marvel Future Fight, Tera Classic SEA, Eversoul และ Diablo Immortal พร้อมกับเปิดการแสดงผลกราฟิกระดับสูงสุด รวมถึงการแสดงผลที่ 60fps ก็พบว่าสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก ด้วยฟีเจอร์ Super Smooth 120Hz ในการปรับค่า Refresh Rate ตามคอนเทนต์ที่แสดงระหว่าง 1-120Hz พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz ที่ช่วยให้ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ
อีกทั้งยังเล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่องด้วย แบตเตอรี่ที่ให้มา 5000 mAh สำหรับเรื่องความร้อน Galaxy S23 Ultra มีการปรับปรุงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อเล่นเกมไปได้ไม่นานความร้อนจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่เพียงไม่นานจะค่อย ๆ ลดลง จนเหลือเพียงความอุ่นมือเพียงนิด ๆ เท่านั้น เรียกได้ว่าพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแก้ปัญหาจากรุ่นก่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี
Samsung Galaxy S23 Ultra มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Display ขนาด 6.8 นิ้ว คมชัดระดับ QHD+ (1440x3088 พิกเซล : 501) พร้อมฟีเจอร์ Vision Booster ที่สามารถดันค่าความสว่างสูงสุด 1750nits จึงสามารถแสดงผลคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้อย่างคมชัด มีสีสันสดใส พร้อมเห็นรายละเอียดในที่มืดได้อย่างชัดเจน บวกกับลำโพงเสียงแบบคู่ พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ที่รองรับไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ UHQ 32-bit, DSD64/128 และ PCM 32-bit จึงสามารถใช้งานด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มอารมณ์
การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ
Samsung Galaxy S23 Ultra มีกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ที่ถูกอัปเกรดใหม่ให้กล้องหลักมีความละเอียดคมชัดมากยิ่งขึ้น และมีการประมวลผลที่ดีขึ้น โดยแบ่งออกเป็น
- กล้อง Wide ความละเอียด
200 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.3 นิ้ว,
เม็ดพิกเซลขนาด 0.6 ไมครอน เทคโนโลยี Super Quad Pixel (2.4 ไมครอน
ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล), รูรับแสงขนาด f1.7, มุมรับภาพ 85 องศา
(ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.55 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน,
รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 120 องศา (ทางยาวโฟกัส 13 มิลลิเมตร)
และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
- กล้อง Telephoto 1 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน,
ระบบซูมแบบ 3x Optical Zoom, รูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 36 องศา
(ทางยาวโฟกัส 70 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Telephoto 2 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน,
ระบบซูมแบบ 10x Optical Zoom, รูรับแสงขนาด f4.9, มุมรับภาพ 11 องศา
(ทางยาวโฟกัส 230 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
รวมทั้งมีเซนเซอร์ Laser Autofocus ที่ช่วยให้การโฟกัสรวดเร็วแม่นยำขึ้นแม้ในที่แสงน้อย กับไมโครโฟนตัวที่สามติดตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน
โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์สะอาดตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, สัดส่วนภาพถ่าย และฟังก์ชัน Motion Photo ซึ่งในโหมดการถ่ายภาพปกติมีเทคโนโลยี Scene Optimizer ที่เป็นการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และวัตถุที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปรับแต่งการตั้งค่าของกล้องให้เหมาะสมแบบอัตโนมัติ
โดยสามารถถ่ายภาพในมุมปกติ-มุมกว้างแบบ Ultra-Wide 120 องศา (0.6x) ไปจนถึงการซูมภาพสูงสุดที่ 100 เท่า (100x Space Zoom)
และสามารถปรับค่าผิวสวยในโหมด Beauty ที่สามารถปรับโครงสร้างต่าง ๆ บนใบหน้า รวมถึงค่าผิวเนียนได้ตามต้องการ
โหมด Portrait สามารถปรับระดับความเบลอได้ 7 ระดับ (ค่าเริ่มต้นอยู่ที่ระดับ 5) พร้อมปรับเอฟเฟกต์ได้ 6 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Studio, High-Key Mono, Low-Key Mono, Backdrop และ Color Point รวมถึงปรับค่า Skin Tone ได้ 8 ระดับ
และยังสามารถปรับระดับความเบลอ รวมถึงเอฟเฟกต์ในภายหลังได้อีกด้วย
ถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ด้วยโหมด Night พร้อมเก็บภาพในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide ได้ ด้วยเซนเซอร์กล้องขนาดใหญ่สามารถรับแสงได้มากกว่าเดิม พร้อมกระจกเลนส์ช่วยลดแสงสะท้อน จึงสามารถเก็บภาพกลางคืน หรือที่แสงน้อยได้อย่างคมชัด และมีสีสันสดใส
สำหรับการถ่ายโหมด Pro มาพร้อมกับรายละเอียดการตั้งค่าต่าง ๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด โดยรองรับการถ่ายภาพไฟล์ RAW แบบ 16-bit ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลภาพได้มากกว่าเดิม ตอบโจทย์การนำไปปรับแต่งในโปรแกรมต่าง ๆ อย่างเช่น Lightroom โดยไม่สูญเสียคุณภาพไฟล์
Samsung Galaxy S23 Ultra ยังมาพร้อมโหมด Expert RAW สำหรับช่างภาพตัวจริง ในการถ่ายภาพไฟล์ DNG 16-bit RAW พร้อมความคมชัด และมีช่วงไดนามิกที่กว้างกว่าไฟล์ RAW ทั่วไป
ด้านการถ่ายวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุดที่ ระดับ 8K 30fps โดยสามารถถ่ายในมุมมองปกติ และมุมกว้างด้วยเลนส์ Ultra-Wide ได้ (การถ่ายวิดีโอแบบ Ultra-Wide รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ 4K) พร้อมรองรับระบบกันสั่นแบบ Super Steady และฟีเจอร์ Auto Framing ในการโฟกัสติดตามบุคคลให้อยู่ภายในเฟรม และปรับค่าผิวสวยในโหมด Beauty (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD)
โหมด Portrait Video สำหรับบันทึกวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอแบบ real-time คมชัดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ 7 ระดับ พร้อมปรับเอฟเฟกต์ได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Big Circle, Color Point และ Glitch
โหมด Directors View สำหรับพรีวิวภาพจากทุกกล้องพร้อมกันแบบ real-time และสามารถสลับมุมมองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งสามารถใช้งานในกล้องหน้าได้ด้วย
และโหมด Pro สำหรับการถ่ายวิดีโอ ที่สามารถปรับตั้งค่าได้หลากหลาย โดยเลือกรูปแบบการรับเสียงของไมโครโฟน และความดังของเสียงที่บันทึกได้
กล้องหน้าของ Samsung Galaxy S23 Ultra นั้นเป็นกล้องตัวใหม่ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Dual Pixel กับรูรับแสงขนาด f2.2 ซึ่งแม้ว่าความละเอียดจะลดลงจาก 40 ล้านพิกเซลในรุ่นเดิม แต่ด้วยการประมวลผลภาพที่ดีขึ้น ทำให้คุณภาพที่ได้นั้นดีเยี่ยมไม่ต่างกัน โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์สะอาดตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน เหมือนกับกล้องหลัง ได้แก่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, สัดส่วนภาพถ่าย และ Motion Photo ซึ่งสามารถใส่ฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ ได้
พร้อมปรับค่าผิวเนียนในโหมด Beauty ได้ 3 ระดับ และปรับสัดส่วนใบหน้า, ขนาดกราม และขนาดของดวงตาได้
และเลือกโทนสีผิวได้
โหมด Portrait สามารถปรับระดับความเบลอได้ 7 ระดับ พร้อมปรับเอฟเฟกต์ได้ 6 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Studio, High-Key Mono, Low-Key Mono, Backdrop และ Color Point รวมถึงปรับค่า Skin Tone ได้ 8 ระดับ
และยังสามารถปรับระดับความเบลอ รวมถึงเอฟเฟกต์ในภายหลังได้
ด้านการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้ารองรับความ ละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD 60fps
สามารถปรับค่า Skin Tone ได้ 8 ระดับ
และโหมด Portrait Video สามารถปรับระดับความเบลอได้ 7 ระดับ พร้อมปรับเอฟเฟกต์ได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Big Circle, Color Point และ Glitch รวมถึงปรับค่า Skin Tone ได้ 8 ระดับ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียด 200+12+10+10
ล้านพิกเซล ของ Samsung Galaxy S23 Ultra
ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Night ในระยะต่าง ๆ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ในสภาพแสงตอนกลางวัน
ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ในที่แสงน้อย
ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูมตั้งแต่ระยะ 0.6x ไปจนถึง 100x (1)
ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูมตั้งแต่ระยะ 0.6x ไปจนถึง 100x (2)
ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูมตั้งแต่ระยะ 0.6x ไปจนถึง 100x (3)
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ของ Samsung Galaxy S23
Ultra
ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่ในโหมดปกติ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Beauty
ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait
สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy S23 Ultra
จากที่มีโอกาสได้ใช้งาน Samsung Galaxy S23 Ultra อยู่ราว 1 สัปดาห์ ก็พอจะกล่าวได้ว่านี่เป็นการต่อยอดความครบเครื่องยิ่งขึ้นไปอีกขั้น แม้โดยรวมจะไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ แต่ก็สามารถเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของรุ่นก่อนได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การอัปเกรดระบบการถ่ายภาพ ด้วยกล้องตัวหลักใหม่ที่มีความละเอียดมากถึง 200MP พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Pixel เป็นรุ่นแรกของค่าย ที่จับภาพได้แม่นยำมากขึ้น โดยการรวมพิกเซลเพื่อรองรับการประมวลผลในขั้นสูง จึงสามารถถ่ายภาพ และวิดีโอในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีระบบกันสั่นไหวแบบ OIS ช่วยให้ภาพคมชัดกว่าเดิม ไม่ว่าจะแสงกลางวัน หรือเวลากลางคืน รวมถึงระบบซูมภาพแบบ 100x Space Zoom ที่ดีกว่าเดิม ด้วยกล้อง Telephoto ทั้งหมด 2 ตัว ความละเอียดเท่ากันที่ 10MP โดยรองรับการซูมแบบ Optical ที่ 3 เท่า และ 10 เท่าตามลำดับ ไปจนถึงกล้อง Ultra-Wide 12MP สำหรับถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา
รวมถึงถ่ายภาพกลางคืนได้คมชัดด้วยเทคโนโลยี Nightography และฟีเจอร์ Astrophoto สำหรับถ่ายดวงดาว หรือทางช้างเผือก สำหรับโหมดยอดฮิตอย่าง Portrait ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Object aware engine ในการแยกบุคคลกับวัตถุรอบข้างได้ดีกว่าเดิม รวมถึงโหมด Expert RAW สำหรับช่างภาพตัวจริง ในการถ่ายภาพไฟล์ DNG 16-bit RAW และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K (30fps) พร้อมโหมดกันสั่นตอบโจทย์ทุกการใช้งานโดยเฉพาะสายคอนเทนต์ตัวจริง
Samsung Galaxy S23 Ultra เลือกใช้ชิปเซ็ตรุ่นท็อปสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 ที่ยืนหนึ่งทางฝั่ง Android ในขณะนี้ อีกทั้งยังเป็นรุ่นพิเศษที่ถูกปรับแต่งเพื่อนำมาใช้กับ Galaxy S23 Series โดยเฉพาะ พร้อมทำงานร่วมกับ RAM แบบ LPDDR5X ขนาดสูงสุด 12GB จับคู่ ROM มาตรฐาน UFS 4.0 ที่อ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม โดยมีความจุให้เลือกใช้สูงสุดถึง 1TB จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งการใช้ microSD Card แต่อย่างใด พร้อมใช้งานได้ยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 45W Super Fast Charging ผสานเทคโนโลยีชาร์จไร้สายแบบ 15W Fast Wireless Charging 2.0 แต่น่าเสียดายที่ไม่มีตัวอะแดปเตอร์แถมมาให้เช่นเดิม ซึ่งต้องซื้อแยกต่างหาก โดยทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 13 ที่ครอบทับด้วย One UI 5.1 เวอร์ชันล่าสุด ที่ทาง Samsung การันตีการอัปเดต Android OS นานถึง 4 ปีเต็ม พร้อมการอัปเดตแพทช์ความปลอดภัย 5 ปี ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจได้เป็นอย่างดีว่าซื้อไปแล้วจะได้ใช้งานกันไปแบบยาว ๆ
Samsung Galaxy S23 Ultra ยังคงมาพร้อมกับปากกา S Pen ในตัว ที่มีฟังก์ชันเด่นถอดแบบมาจาก Note Series ไม่ว่าจะเป็นการรองรับเทคโนโลยี Bluetooth สำหรับใช้งานเป็นรีโมทระยะไม่เกิน 10 เมตร ในที่โล่ง, ฟังก์ชันวาดมือบนอากาศเพื่อสั่งการ, มีค่า Latency เพียง 2.8 ms จึงทำให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ ให้ความรู้สึกเหมือนเขียนบนกระดาษจริง ๆ มากขึ้น, แก้ไขไฟล์ PDF ได้ทันที, ฟังก์ชัน Audio Bookmark ที่สามารถบันทึกเสียงไปพร้อม ๆ กับจดโน้ตได้, ฟังก์ชัน Auto Straighten ที่ช่วยปรับข้อความที่เขียนเอียง ให้กลับมาเป็นแนวตรงสวยงาม และสามารถแปลงลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ได้ รวมถึงฟังก์ชัน Screen Off Memo ที่เราสามารถจดบันทึกได้โดยไม่ต้องปลดล็อกหน้าจอ ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้ตอบโจทย์การทำงานของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี พร้อมช่วยย่นระยะเวลาการทำงานให้รวดเร็ว และสะดวกมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีฟีเจอร์ต่าง ๆ สำหรับการใช้งานปากกา S Pen ก็ยังคงถอดแบบมาจาก S22 Ultra รุ่นเดิม ไม่ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้ามาแต่อย่างใด แต่จะว่าไปเดิมทีฟีเจอร์เหล่านี้ก็ถือว่าตอบโจทย์การทำงานทุกอย่างได้อย่างดีเยี่ยมอยู่แล้ว
การใช้งานเพื่อความบันเทิงก็เรียกได้ว่าเต็มอิ่ม ทุกด้าน ตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว คมชัดระดับสูงสุด QHD+ ซึ่งสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ 4K ได้อย่างคมชัดเต็มตา อีกทั้งยังไม่พลาดทุกเหตุการณ์เมื่อเล่นเกมโปรดด้วยฟีเจอร์ Super Smooth 120Hz ในการปรับค่า Refresh Rate ตามคอนเทนต์ที่แสดงระหว่าง 1-120Hz พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz ที่ช่วยให้ตอบสนองได้รวดเร็ว ผสานกับลำโพงเสียงแบบคู่ที่มาช่วยสร้างอรรถรสด้านเสียงได้เป็นอย่างดี และสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงก็หมดกังวลได้ในรุ่นนี้ที่มีการปรับปรุงระบบระบายความร้อน ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่แม้ตัวเครื่องอาจจะร้อนไวไปสักนิด แต่เพียงไม่นานความร้อนก็ค่อย ๆ ลดลง เหลือไว้เพียงความอุ่นมือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และด้วยฟีเจอร์ Vision Booster ที่สามารถดันค่าความสว่างสูงสุดได้ถึงระดับ 1750 nits จึงสามารถใช้งาน Samsung Galaxy S23 Ultra ในที่กลางแจ้งได้สบาย ๆ นอกจากนี้ตัวเครื่องยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการเลือกใช้กระจก Gorilla Glass Victus 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งด้านหน้า และด้านหลังตัวเครื่อง ผสานกรอบตัวเครื่องที่ผลิตจากโลหะ Armor Aluminum รวมถึงรองรับคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นมาตรฐาน IP68 ทั้งตัวเครื่อง และปากกา S Pen ประกอบกับการปรับดีไซน์ใหม่โดยลดความโค้งมนลงเพื่อให้จับถือได้กระชับมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
โดย Samsung Galaxy S23 Ultra วางจำหน่ายทางการในประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่นย่อย 3 ราคา ดังนี้
รุ่น RAM 8GB+ROM 256GB ราคา 43,900 บาท
รุ่น RAM 12GB+ROM 512GB ราคา 49,900 บาท
รุ่น RAM 12GB+ROM 1TB ราคา 59,900 บาท
กับตัวเลือกทั้งหมด 4 สีมาตรฐาน (Phantom Black, Lavender, Green และ Cream) พร้อม 4 สีพิเศษแบบ Online Exclusive Colors ให้เลือก (Graphite, Sky Blue, Lime และ Red) โดยสั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2023 ที่เว็บไซต์ www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-s23-ultra/buy/ กับที่หน้าร้าน Samsung Brand Shop ทุกสาขา และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
Samsung Galaxy S23 Ultra สีมาตรฐาน
Samsung Galaxy S23 Ultra สีพิเศษเฉพาะการสั่งซื้อแบบออนไลน์ (Online Exclusive)
สำหรับท่านที่สั่งจอง (Pre-Order) Samsung Galaxy
S23 Ultra รับส่วนลด และของแถม มูลค่ารวมสูงสุด 35,648 บาท ดังนี้
- เพิ่มความจุเป็น 2 เท่า หรือเลือกรับ e-voucher มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท
- รับส่วนลดเพิ่ม 5,000 บาท เมื่อใช้สิทธิ์เก่าแลกใหม่
- สำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า รรับฟรี Samsung Care+ นาน 1 ปี
พร้อมสิทธิ์แลกซื้อปีที่ 2 ราคาพิเศษ เพียง 1,999 บาท
- รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5% มูลค่าสูงสุด 2,495 บาท
เมื่อชำระเงินในรูปแบบผ่อนผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- รับส่วนลด Buds2 Pro หรือ Watch5 30% เมื่อซื้อคู่กับ Galaxy S23 Ultra
- รับคะแนนสะสม Samsung Reward 2% เพื่อใช้เป็นส่วนลดครั้งถัดไป
- เฉพาะสีพิเศษ รับฟรี Clear Cover Case และ Sticker 1 เซ็ต มูลค่ารวม 1,080
บาท
สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Samsung ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Samsung Galaxy S23 Ultra รุ่นใหม่นี้มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ทางทีมงานต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ
จุดเด่นของ Samsung Galaxy S23 Ultra
- ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างกระจกกับแผ่นฟิล์ม
PET รีไซเคิล และโลหะ โดยครอบทับฝาหลังด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2
ใหม่ล่าสุด พร้อมกรอบตัวเครื่อง Armor Aluminum
- มีตัวเลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ (Phantom Black), สีม่วง (Lavender), สีเขียว
(Green) และสีครีม (Cream)
- มีตัวเลือก 4 สีพิเศษแบบ Online Exclusive Colors ได้แก่ สีเทา (Graphite),
สีฟ้า (Sky Blue), สีเหลือง (Lime) และสีแดง (Red)
- จอแสดงผลแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาด 6.8 นิ้ว
ความละเอียดระดับ Quad HD+ (3088x1440 : 501 PPI) รองรับค่า Refresh Rate แบบ
Super Smooth 120Hz, ความสว่างสูงสุดที่ 1750 nits (Peak Brightness),
ฟังก์ชัน Vision Booster, รองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ HDR10+
และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint)
พร้อมระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition)
------------------------------------------------------------------
- ประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 แบบ Octa-Core ความเร็ว
3.36 GHz ที่ใช้กระบวนการผลิตระดับ 4 nm
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 740
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 12GB พร้อมเทคโนโลยี RAM Plus
ที่สามารถขยาย RAM เพิ่มได้สูงสุด 8GB ด้วย Internal Storage (ROM)
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 4.0 ขนาด 256GB
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 45W Super
Fast Charging พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไร้สายความเร็วสูงแบบ 15W Fast Wireless
Charging และฟังก์ชัน Wireless PowerShare
สำหรับแปลงเป็นแท่นชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อุปกรณ์อื่น ๆ
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 13 พร้อมครอบทับด้วย One UI 5.1
------------------------------------------------------------------
กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera)
- กล้อง Wide ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล พร้อม
เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.3 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.6 ไมครอน เทคโนโลยี Super
Quad Pixel (2.4 ไมครอน ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล), รูรับแสงขนาด f1.7,
มุมรับภาพ 85 องศา (ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.55 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน,
รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 120 องศา (ทางยาวโฟกัส 13 มิลลิเมตร)
และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
- กล้อง Telephoto 1 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน,
ระบบซูมแบบ 3x Optical Zoom, รูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ
36 องศา (ทางยาวโฟกัส 70 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Telephoto 2 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อม
เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, ระบบซูมแบบ 10x
Optical Zoom, รูรับแสงขนาด f4.9, มุมรับภาพ 11 องศา (ทางยาวโฟกัส
230 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF
และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
รวมทั้งมีเซนเซอร์ Laser Autofocus
ที่ช่วยให้การโฟกัสรวดเร็วแม่นยำขึ้นแม้ในที่แสงน้อย
กับไมโครโฟนตัวที่สามติดตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน
โดยมีการอัปเกรดกล้องถ่ายภาพขึ้นหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ การซูม 100 เท่า (100x
Space Zoom) อัปเกรดใหม่ ที่ได้ภาพชัด และถ่ายได้นิ่งกว่าเดิม
พร้อมถ่ายภาพกลางคืนได้คมชัด ลด noise ด้วยเทคโนโลยี Nightography และฟีเจอร์
Astrophoto สำหรับ ถ่ายดวงดาว หรือทางช้างเผือก สำหรับโหมดยอดฮิตอย่าง
Portrait ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Object aware engine
ในการแยกบุคคลกับวัตถุรอบข้างได้ดีกว่าเดิม รวมถึงโหมดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ได้แก่ เทคโนโลยี Scene Optimizer ในการตรวจจับซีนต่าง ๆ ,
ระบบโฟกัสแบบติดตามวัตถุ (Tracking AF), ฟังก์ชัน AR Emoji, โหมด Food
สำหรับถ่ายภาพอาหาร, โหมด Single Take รวมถึงโหมด Expert RAW
สำหรับช่างภาพตัวจริง ในการถ่ายภาพไฟล์ DNG 16-bit RAW พร้อมความคมชัด
และมีช่วงไดนามิกที่กว้างกว่าไฟล์ RAW ทั่วไป
และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K (30fps),
ระบบป้องกันการสั่นแบบ Super Steady, โหมดถ่ายวิดีโอ Portrait, โหมด
Director's View สำหรับพรีวิวภาพจากทุกกล้องพร้อมกันแบบ Real-time
และสามารถสลับมุมมองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา และการถ่ายวิดีโอแบบ Super
Slow-Motion รวมถึงฟังก์ชัน AR Doodle
กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
พร้อมเทคโนโลยี Dual Pixel มีรูรับแสงขนาด f2.2 รองรับระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ
PDAF และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD (60 fps)
รวมทั้งรองรับโหมด Beauty ที่ช่วยปรับผิวให้สวยเป็นธรรมชาติ
พร้อมโหมดถ่ายภาพบุคคล Portrait ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ทั้งก่อน
และหลังถ่ายภาพ รวมถึงรูปแบบ Bokeh ได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ และโหมด Night
สำหรับถ่ายเซลฟี่เวลากลางคืนหรือที่แสงน้อย รวมถึงโหมด Portrait Video
สามารถปรับระดับความเบลอได้ พร้อมปรับเอฟเฟกต์ได้ 4 รูปแบบ
------------------------------------------------------------------
มีปากกา S Pen พร้อมช่องเก็บปากกาในตัว
- หัวปากกาขนาด 0.7 มิลลิเมตร
- ค่า Latency ที่ 2.8 ms
- รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth (ระยะทำการสูงสุด 10 เมตร)
- ตรวจจับแรงกดได้ 4096 ระดับ
- รองรับการใช้งาน Air Actions, Air View, Live Message, Samsung Notes,
Screen Off Memo, Smart Select, Screen Write, Translate, Bixby Vision,
Glance, Magnify, PENUP, Coloring, AR Doodle และ Write on Calendar
------------------------------------------------------------------
- ลำโพงเสียงแบบคู่ (Stereo Speakers) พร้อมระบบเสียงแบบ Dolby Atmos, Dolby
Digital และ Dolby Digital Plus
- ไมโครโฟน 3 ตัว
- ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wi-Fi 6E (เร็วกว่า Wi-Fi 6 สองเท่า), 5G
SA/NSA : Sub6, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G EDGE/GPRS
- รองรับการใช้งานระบบซิมคู่ (Dual SIM : Nano SIM+Nano SIM หรือ Nano
SIM+eSIM) บนถาดแบบ Dual Slot
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.3, NFC และ Ultra Wide Band
- ระบุตำแหน่ง และนำทางผ่านระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Galileo และ
BeiDou
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ระบบรักษาความปลอดภัย Knox Vault, Knox Platform, Virus&Malware
Prevention และ Secure Folder
- ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby (Bixby Vision และ Bixby Routines)
- ฟังก์ชัน Dual Messenger
สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- การันตีอัปเดตเวอร์ชันของ Android OS อย่างน้อย 4 เวอร์ชัน
พร้อมรองรับการอัปเดตระบบความปลอดภัยต่อเนื่องสูงสุด 5 ปี
จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy S23 Ultra
-
ตัวเครื่องค่อนข้างร้อนเร็วเมื่อต้องใช้งานแอปพลิเคชันที่ใช้การประมวลผลสูง เช่นในขณะที่ซูมถ่ายภาพในระยะไกล
- ไม่แถมอะแดปเตอร์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และหูฟังมาให้ภายในชุดจำหน่ายมาตรฐาน
- ฟีเจอร์สำหรับปากกา S Pen ยังคงเดิม ไม่มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามา
- ยังคงชาร์จแบตเตอรี่ด้วยกำลังไฟสูงสุดที่ 45W เช่นเดิม
- ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำภายนอกเพิ่มเติม
- ไม่มีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
สรุปคุณสมบัติเครื่อง
ท่าน สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S23 Ultra ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S23 Ultra (8GB+256GB)
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S23 Ultra (12GB+512GB)
สรุปคุณสมบัติ (สเปก)
และราคา ของ Samsung Galaxy S23 Ultra (12GB+1TB)
พรีวิว Samsung Galaxy S23 Ultra | S23+ | S23
โปรดทราบ
* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *
วันที่ : 12/02/2023