รีวิว (Review) realme C11
สมาร์ทโฟนเกมมิ่งสวยเกินราคา มาพร้อมชิป Helio G35 รุ่นแรกของโลก กับแบตใหญ่ 5000 mAh พ่วงกล้องคู่+กล้องหน้า AI, จอ Mini-drop Fullscreen 6.5 นิ้ว และฟีเจอร์ครบครัน บนบอดี้ Geometric Art Design ลุคพรีเมียม ในราคาสุดประหยัดเพียง 3,499 บาท
17 กรกฎาคม 2020 - เปิดตัวมาเพิ่มเติมอีกรุ่นแล้วนะคะสำหรับ realme C11 น้องใหม่จากตระกูล C Sereis ของทาง realme ที่มากับสโลแกน แบตใหญ่ สนุกไม่สะดุด ที่มีจุดขายสำคัญเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมสเปกครบครัน ในราคาประหยัดคุ้มค่า
realme C11 มีจุดเด่นเป็นแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่ทาง realme ระบุว่าสามารถ Standby ได้นานสูงถึง 40 วัน อีกทั้งยังเป็นสมาร์ท โฟนรุ่นแรกของโลกที่ได้ใช้งานชิปเซ็ต MediaTek Helio G35 รุ่นล่าสุดซึ่งเป็นชิปเซ็ตตระกูลเกมมิ่งในระดับเริ่มต้นอีกด้วย
การดีไซน์ของ realme C11 พรีเมียมด้วยหน้าจอไร้ขอบทรงหยดน้ำแบบ Mini-Drop Full Screen ขนาด 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ (720x1600 พิกเซล) ในอัตราส่วนแบบ 20:9 คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่การแสดงผลที่ประมาณ 88.7% ส่วนฝาหลังดีไซน์ Geometric Art Design กับการแกะสลักเรเดียม พร้อมลวดลายเส้นโค้งกว่า 450 เส้น ที่ให้เอฟเฟกต์เป็นแสงสะท้อน พร้อมป้องกันรอยขีดข่วน และรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าดีไซน์นั้นดูดีเกินราคาเลยทีเดียว โดยมีการติดตั้งกล้องหลังแบบคู่ (AI Dual Camera) ที่รองรับฟีเจอร์ Super Nightscape สำหรับการถ่าย ภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ
จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า realme C11 มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่หลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องที่พรีเมียมโดดเด่น พร้อมฟีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้นแบบครบครัน ทั้งการใช้งาน และการถ่ายภาพ กับราคา 3,499 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว realme C11 พร้อมกันได้เลยค่ะๆ
รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์
realme C11 มาในแพ็กเกจสีเหลือง พร้อมระบุชื่อรุ่นไว้อย่างชัดเจน
ภายในกล่องมี อะแดปเตอร์ (5V/2A), สายเชื่อมต่อแบบ microUSB, คู่มือการใช้งาน และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด
realme C11 มาพร้อมหน้าจอแสดงผล LCD Mini-Drop Full Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 88.7% ความละเอียดระดับ HD+ (720x1600 พิกเซล : 269 ppi) และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass บนตัวเครื่องมีขนาด 164.4x75.9x9.1 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 196 กรัม
ที่ด้านบนมีรอยบากทรงหยดน้ำที่ขนาดเล็กลงจากใน รุ่นก่อนๆ ถึง 30.9% ประกอบไปด้วยกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ AI Portrait Selfie ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.4 รองรับเทคโนโลยี AI Beautification สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์
พร้อมลำโพงสนทนาที่ด้านบน และติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม
พร้อมกับรองรับระบบสแกนใบหน้าแบบ AI Facial Unlock ในการปลดล็อกตัวเครื่องอีกด้วย ซึ่งสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วทันใจ
ด้านหน้าส่วนล่างประกอบด้วย ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ
หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย
ที่ด้านบนของตัวเครื่องไม่มีช่อง หรือปุ่มสั่งการใดๆ
ที่ด้านล่างประกอบด้วยลำโพงเสียงตัวหลัก, พอร์ ตการเชื่อมต่อแบบ microUSB, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และช่องสำหรับเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot ซึ่งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ที่ความจุสูงสุด 256GB ได้ในเวลาเดียวกัน
ด้านขวาของตัวเครื่อง มีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ พร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียง
สำหรับฝาหลังของ realme C11 มีดีไซน์ใหม่หมดจดในชื่อ Geometric Art Design โดยใช้เทคโนโลยีการแกะสลักเรเดียมจากประเทศเยอรมนี พร้อมลวดลายเส้นโค้งกว่า 450 เส้น ที่ให้เอฟเฟกต์เป็นแสงสะท้อน อีกทั้งยังป้องกันรอยขีดข่วน และรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีแถบแนวขวาง ประทับตรา realme ซึ่งเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวเครื่อง โดยสีที่ทางทีมงานนำมารีวิวเป็น สีเทา (Pepper Grey)
realme C11 มีกล้องหลังแบบคู่ AI Dual Camera โดยกล้องตัวหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.2 พร้อม PDAF ส่วนกล้องตัวรองเป็นแบบ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับเบลอฉากหลัง ซึ่งรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Super Nightscape ที่หาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับเดียวกัน
เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ
realme C11 ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย realme UI 1.0 โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 2GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่องขนาด 32GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 256GB
และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE
เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Centre แถบการแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไอคอนมีดีไซน์ใหม่เป็นทรงเหลี่ยม
โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ
เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการ ปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการได้
และเมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Clear ที่ด้านล่าง
สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อผู้ติดต่อ, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ, FM Radio, สภาพอากาศ และ HeyTap Cloud
สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร พร้อมรองรับฟังก์ชัน Eye Care สำหรับลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ
รวมถึงรองรับ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ และยังเลือกให้แอปพลิเคชันจาก Third-Party แสดงผลพื้นหลังเป็นสีดำได้อีกด้วย โดยในเบื้องต้นยังเป็นแบบ Beta อยู่
ตัวอย่างการใช้งาน Dark Mode
สามารถตั้งค่าต่างๆ ในหน้า Home Screen ได้
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้งานหน้าจอได้ทั้งในโหมด ปกติ (Standard), แบบ Drawer (ค่าเริ่มต้น) หรือแบบ Simple ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 และ 5x6 (ค่าเริ่มต้น)
สามารถปรับเปลี่ยนธีม (Theme), รูปแบบตัวอักษร (Font) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ
และสำหรับท่านที่ต้องการใช้งานพื้นหลัง, รูปแบบธีม รวมถึงรูปแบบตัวอักษรที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store
รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอน
สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Keys ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้
หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ
หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ
สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะก็มีให้ใช้งาน บน realme C11 ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน หรือการโทรแบบอัจฉริยะ ที่สามารถตั้งค่าให้รับสาย หรือโทรออกได้อัตโนมัติเมื่อมีการแนบตัวเครื่องกับใบหู รวมถึงการยกหน้าจอเพื่อปิดเสียงขณะมีสายเรียกเข้า
รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อีกด้วย
และยังสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย
เมื่อกดปุ่ม Power ค้างไว้ประมาณ 2 วินาทีจะเป็นการเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย
ตัวอย่างการค้นหาด้วยฟีเจอร์ Google Lens
แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา
realme C11 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่ทาง realme ระบุว่าสามารถ Stand by ได้นานถึง 40 วัน และรองรับการใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน ที่เมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
และโหมดประหยัดพลังงานขั้นสุดอย่าง Super Power Saving Mode สำหรับยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นเป็นเท่าตัว แต่แลกกับการใช้งานได้เพียงแค่ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น
รวมถึงโหมด High Performance สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง
และรองรับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน
ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน
สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้
และรองรับฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง
App Cloner อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme C11 สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์
realme C11 มีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน
ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งาน ได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม
สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ realme C11 รองรับเฉพาะการปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock) โดยสามารถบันทึกได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น ซึ่งสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว
ท่านที่ใช้งาน realme C11 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที
realme C11 รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Real HD Sound ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย (จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)
realme C11 มาพร้อมฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ
สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง realme C11 นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor
สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ได้ พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 33 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 9 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง
realme C11 มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G35 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.0 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) IMG PowerVR GE8320, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 2GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 32GB ที่สามารถเพิ่ม microSD ได้อีก 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ realme UI 1.0
realme C11 มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 106,676 คะแนน
สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 466 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 616 คะแนน
realme C11 รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 6 จุด
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme C11 คือ Game Space ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้
และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา
จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง Marvel Super War และ Laplace M ก็พบว่า realme C11 นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้ลื่นไหล ค่อนข้างเป็นที่พอใจ แต่ก็มีอาการหน่วง หรือกระตุกให้ได้เห็นบ้าง ซึ่งทางแนะนำให้ปรับการแสดงผลกราฟิกที่ระดับกลาง หรือต่ำสุด เพื่อการเล่นเกมที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด รวมถึงมีการสะสมความร้อนให้เห็นบ้าง เมื่อเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานาน
realme C11 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ LCD Mini-Drop Full Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 (พื้นที่การแสดงผล 88.7%) ความละเอียดระดับ HD+ (720x1600 พิกเซล) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ HD 7200p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ
การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ
realme C11 มาพร้อมกล้องคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 13 + 2 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.4
โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือก เปิด-ปิด ไฟแฟลช, Chroma Boost โหมดเพิ่มสีสัน และฟีลเตอร์แบบต่างๆ
รวมถึงเมนูอื่นๆ ได้แก่ สัดส่วนภาพถ่าย, การจับเวลา และการตั้งค่าเพิ่มเติม
realme C11 มาพร้อมกับโหมด AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์
และโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอที่ 0-100%
realme C11 ยังมาพร้อมโหมด Super Nightscape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะอีกด้วย
สำหรับการถ่ายโหมด PANO, Expert กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้บน realme C11 ด้วยเช่นกัน
การถ่ายวิดีโอบน realme C11 สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ Full HD 1080p รวมถึงการใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ
พร้อมรองรับฟังก์ชัน SLO-MO และ TIME-LAPSE
ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าของ realme C11 มีความคมชัด 5 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.4
โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ทั้งการเปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR และฟีลเตอร์
รวมถึงเมนูอื่นๆ ได้แก่ สัดส่วนภาพถ่าย, การจับเวลา และการตั้งค่าเพิ่มเติม
กล้องหน้าของ realme C11 รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ และสามารถปรับระดับความเนียนของผิวได้ที่ 0-100%
สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ 0-100%
พร้อมใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้ และใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับระดับความเนียนของผิวได้ที่ 0-100%
รวมถึงรองรับการถ่ายเซลฟี่ในมุมกว้างแบบ PANO
การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ realme C11 รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p และสามารถใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ
รวมถึงรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังคู่ (AI
Dual Camera) ความละเอียดระดับ 13+2 ล้านพิกเซล ของ realme C11
ภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost
ภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost
ภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost
ภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost
ภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost
ภาพถ่ายจากโหมด Portrait
ภาพถ่ายในเวลากลางคืนในโหมด Super Nightscape
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า AI Selfie Camera ความละเอียด 5
ล้านพิกเซลของ realme C11
ภาพถ่ายจากโหมดปกติ
ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty ที่ระดับ 50%
ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty ที่ระดับ 100%
ภาพถ่ายจากโหมด Portrait
สรุปผลการทดสอบของ realme C11
จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะกล่าวได้ว่า realme C11 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กน้องใหม่ที่มีความน่าสนใจรอบด้านเริ่มตั้งแต่จุดขายสำคัญอย่างแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน โดยไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดเร็วทั้งการทำงาน, เล่นเกม หรือดูซีรีส์เรื่องโปรด ซึ่งทาง realme ระบุว่าสามารถ Standby ได้นานถึง 40 วัน พร้อมโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Smart Power Saver ผสานกับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน ที่ช่วยยืดระยเวลาการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น แต่หากต้องการใช้งานแบบในโหมดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่อง realme C11 ก็มีโหมด High Performance ให้ใช้งานด้วย สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง รวมถึงรองรับระบบการชาร์จแบตเตอรี่แบบ 5V/2A (10W) และฟังก์ชัน Reverse Charging ในการแปลงร่างเป็น Power Bank สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นผ่านสาย OTG
realme C11 ยังมาพร้อมการดีไซน์ที่พรีเมียมมากขึ้น ด้วยหน้าจอทรงหยดน้ำแบบ Mini-Drop Full Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD+ (720x1600 พิกเซล : 269 ppi) ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 88.7% และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass จึงสามารถรับชมคอนเทนต์ความละเอียดระดับ HD ได้อย่างคมชัด พร้อมมุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ ส่วนฝาหลังมีการออกแบบรูปทรงเรขาคณิตในชื่อ Geometric Art Design กับการแกะสลักเรเดียม พร้อมลวดลายเส้นโค้งกว่า 450 เส้น ที่ให้เอฟเฟกต์เป็นแสงสะท้อน ซึ่งช่วยป้องกันรอยขีดข่วน และรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มากับชิปเซ็ตสายเกมมิ่งตัวเริ่มต้นรุ่นล่าสุดอย่าง MediaTek Helio G35 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็ว 2.0 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ IMG PowerVR GE8320 มีหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 2GB พร้อมหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง (ROM) ขนาด 32GB ที่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้สูงสุดที่ขนาด 256GB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทำงานอยู่บน Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 กับ User Interface ดีไซน์เรียบหรูสบายตา โดยผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอนแอปพลิเคชันได้ตามที่ต้องการ และมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น Dark Mode ในการปรับการแสดงผลพื้นหลังหน้าจอให้เป็นสีดำ และรองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง และยังมีบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงฟังก์ชัน Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง
พร้อมกับรองรับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน ให้อยู่ในรูปแบบ Pop-up ขณะเล่นเกมแทน รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการหน่วงขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอด เวลา เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด
สำหรับการถ่ายภาพ realme C11 มีกล้องหลังคู่ AI Dual Camera โดยกล้องตัวหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.2 พร้อม PDAF ส่วนกล้องตัวรองเป็นแบบ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับเบลอฉากหลัง ซึ่งรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Super Nightscape ที่หาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับเดียวกัน พร้อมโหมด Portrait ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ รวมถึง AI Beauty ที่ปรับระดับผิวเนียนได้เช่นเดียวกัน และโหมด Chroma Boost ในการเพิ่มสีสันให้กับภาพถ่าย ส่วนกล้องหน้า AI Selfie Camera คมชัด 5 ล้านพิกเซล รองรับ AI Beauty พร้อม Portrait ที่ปรับระดับได้
สุดท้ายนี้ realme C11 ยังให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ด้วย App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง และ Private Safe ที่ เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน รวมถึงก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ รวมไปถึงการจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็กโดยเฉพาะอย่าง Kids Space
และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า realme C11 เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนราคาประหยัด พร้อมสเปกครบครัน ที่ใช้งานด้านความบันเทิงแบบยาวนานได้ยาวนานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และเล่นเกมเน้นกราฟิกได้ พร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่ให้มุมมองกว้างเต็มตาเป็นพิเศษ บนการดีไซน์ที่ดูสวยพรีเมียมเกินราคา
สำหรับ realme C11 เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 3,499 บาท กับตัวเลือก 2 สีได้แก่ สีเทา (Pepper Grey) และสีเขียว (Mint Green) โดยพร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ทั้งที่ร้าน realme Brand Shop และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษจากผู้ให้บริการเครือข่ายเริ่มที่ 1,489 บาท และผู้ที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มาพร้อมโปรโมชั่นรับเงินคืน 200 บาทที่ Lazada และรับคืน 200 coins จากทาง Shopee
สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย
ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme C11
มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน
สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ
จุดเด่นของ realme C11
- ตัวเครื่องดีไซน์ Geometric Art Design กับการแกะสลักเรเดียม
พร้อมลวดลายเส้นโค้งกว่า 450 เส้น ที่ให้เอฟเฟกต์เป็นแสงสะท้อน
อีกทั้งยังป้องกันรอยขีดข่วน และรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี
- มีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา (Pepper Grey) และสีเขียว (Mint Green)
- หน้าจอแสดงผล Mini-Drop Fullscreen (IPS LCD) ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9
โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 88.7% พร้อมครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning
Gorilla Glass
- ใช้งานชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core MediaTek Helio G35 ความเร็ว 2.0 GHz เป็นรุ่นแรกของโลก
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ IMG PowerVR GE8320
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 2GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 32GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash) ความจุ
256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 1.0
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual
nanoSIM) และ microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน
- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (AI Dual Camera) กล้องตัวหลักความละเอียด 13
ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.2 พร้อม PDAF ส่วนกล้องตัวรองเป็นแบบ Depth
ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับเบลอฉากหลัง
ซึ่งรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Super Nightscape
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า AI Selfie Camera ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty
และการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (AI Portrait)
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock)
- ฟังก์ชัน App Cloner
สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง
พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ
รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมกำลังชาร์จที่ 10W (5V/2A) และเทคโนโลยี App Quick Freeze
สำหรับช่วยประหยัดการใช้พลังงาน ด้วยการปิดแอปพลิเคชันที่ไม่มีการใช้งาน
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ
WiFi 2.4GHz
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซีย,
Beidou ของประเทศจีน และ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- มีวิทยุ FM ในตัว
- ราคา 3,499 บาท ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม
จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ
realme C11
- ไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
- พอร์ตเชื่อมต่อเป็นแบบ microUSB ยังไม่ใช่ USB Type-C ที่เป็นมาตรฐานใหม่
- หน่วยความจำ RAM กับ ROM ถือว่าไม่มากนัก แม้จะรองรับการใช้งานทั่วไปได้ดี
โปรดทราบ
* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *
วันที่ : 17/07/2020