ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 23/04/2021

รีวิว (Review) realme 8 | 8 5G

คู่หูสมาร์ทโฟนอัปเกรดใหม่ ใส่พลัง 5G พร้อมจอสวยลื่น กล้องจัดเต็ม แบตใหญ่ชาร์จไว ดีไซน์พรีเมียม ในงบไม่ถึงหมื่น
 

23 เมษายน 2021 - เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้วสำหรับ realme 8 Series ทั้งสองรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง realme 8 และ realme 8 5G ที่มาพร้อมการยกเครื่องปรับดีไซน์โฉมใหม่หมดจด และอัปเกรดฟีเจอร์ด้วยชิปเซ็ตตัวใหม่ที่รองรับเครือข่าย 5G

ในด้านของ realme 8 5G นั้นมากับสโลแกน “ความเร็วไร้ขีดจำกัด” โดยชูโรงด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G แบบ Dual-Mode (SA/NSA) ด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 700 5G จับคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB และหน่วยความจำ ROM ขนาด 128GB บนตัวเครื่องบางเฉียบ 8.5 มิลลิเมตร พร้อมฝาหลังดีไซน์เงางามสะท้อนแสงไฟเป็นริ้วแบบ Dynamic Speed Light และมีหน้าจอไร้ขอบ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) พร้อมรองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz และมีแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charge รวมถึงชุดกล้องถ่ายภาพที่ด้านหลัง 3 ตัว ได้แก่ กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กล้อง Macro และกล้อง B&W Portrait

 

ทางด้าน realme 8 โดดเด่นที่หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 30W Dart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ได้เต็ม 100% ภายในเวลาเพียง 65 นาที ด้านหลังตัวเครื่องมีกล้อง 4 ตัว ได้แก่ กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง Ultra Wide, กล้อง Macro และกล้อง B&W Portrait ซึ่งประมวลผลด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G95 จับคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB และหน่วยความจำ ROM ขนาด 128GB

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า realme 8 และ realme 8 5G นั้นมีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้าน ทั้งการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียม การเชื่อมต่อ 5G หรือฟีเจอร์ที่จัดมาให้แบบครบครัน และกล้องถ่ายภาพเทคโนโลยี AI กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไม่เกินเอื้อมที่ 8,999 บาท และ 9,999 บาท ตามลำดับ ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชม รีวิว realme 8 | 8 5G ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


การออกแบบดีไซน์ของ realme 8 และ realme 8 5G

realme 8 และ realme 8 5G มาในแพ็กเกจสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมระบุชื่อรุ่นไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเคสใส, อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน

โดยในรุ่น realme 8 จะมาพร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็วแบบ 30W Dart Charge (5V/6A)


ส่วนรุ่น realme 8 5G มาพร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็วแบบ 18W Fast Charging


ตัวอย่างขณะสวมเคสที่แถมมาในแพ็กเกจ


realme 8 และ realme 8 5G มาในดีไซน์จอไร้ขอบ ไร้รอยบาก เจาะรูกล้องหน้าที่มุมบนซ้ายเหมือนกัน โดยรุ่น realme 8 จะมีขนาดรูกล้องหน้าเล็กกว่า

โดย realme 8 มีหน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 409 ppi) รองรับค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz บนตัวเครื่องขนาด 160.6x73.9x7.99 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 177 กรัม


ส่วนรุ่น realme 8 5G มีหน้าจอ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 404 ppi) พร้อมรองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz บนตัวเครื่องขนาด 162.5x74.8x8.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 185 กรัม


ที่ด้านบนหน้าจอมีเพียงลำโพงสำหรับสนทนา และเซนเซอร์ต่าง ๆ สำหรับกล้องหน้าฝังบนจอแบบ In-Display Selfie มีความละเอียดเท่ากันที่ 16 ล้านพิกเซล


ด้านหน้าส่วนล่างใช้ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ (ค่าเริ่มต้น)


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


โดย realme 8 มาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)


ที่ด้านบนของตัวเครื่อง realme 8 มีไมโครโฟนตัวที่สอง ส่วนรุ่น realme 8 5G ไม่มีช่อง หรือปุ่มสั่งการใด ๆ


ที่ด้านล่างตัวเครื่องประกอบไปด้วยลำโพงเสียง ตัวหลัก, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องแตกต่างกันเล็กน้อย โดย realme 8 จะมีเพียงถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot ซึ่งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้ในเวลาเดียวกัน

ส่วน realme 8 5G มีถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot เช่นเดียวกัน พร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียง


ที่ด้านขวาตัวเครื่อง realme 8 มีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ

ทาง realme 8 5G มีเพียงเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่เป็นปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่องในตัว


ฝาหลังของ realme 8 มีความโดดเด่นที่ลวดลายแบบแยกส่วน ที่มีความเงางาม สะท้อนแสงแบบโฮโลแกรม โดยสีที่ทางทีมงานนำมารีวิวให้ได้ชมกันเป็นสี Cyber Silver


realme 8 มีกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้องหลัก (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.79, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.25, มุมรับภาพ 119 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และระยะโฟกัสที่ 4 เซนติเมตร
- กล้อง B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

โดยรองรับ Tilt-shift Mode โหมดการถ่ายภาพแบบจำลอง ด้วยเอฟเฟกต์การเบลอภาพในบางส่วน พร้อม Starry Mode สำหรับถ่ายภาพดวงดาวในเวลากลางคืน, Nightscape Mode  สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน พร้อมฟิลเตอร์ 5 รูปแบบ, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 64MP และเอฟเฟกต์การถ่ายภาพ Portrait ทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Neon Portrait, Dynamic Bokeh และ AI Color Portrait ไปจนถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K (30 fps) พร้อมโหมดกันสั่น Ultra Steady (UIS/UIS Max), รองรับการบันทึกวิดีโอจากทั้งกล้องหน้า-หลังในเวลาเดียวกันแบบ Dual-view Video รวมไปถึงโหมด Cinematic


สำหรับ realme 8 5G มีฝาหลังเงางาม สะท้อนแสงไฟเป็นริ้ว Dynamic Speed Light โดยสีที่ทางทีมงานนำมารีวิวให้ได้ชมกันเป็นสี Supersonic Blue


realme 8 5G มีกล้องหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้องหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และระยะโฟกัสที่ 4 เซนติเมตร
- กล้อง B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

โดยรองรับ Nightscape Mode พร้อมฟิลเตอร์ 5 รูปแบบ, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48MP, โหมด Ultra Macro สำหรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุด 4 เซนติเมตร, เทคโนโลยี AI Beauty และระบบกันสั่นสำหรับการถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Steady


การทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของ realme 8 5G

 realme 8 | 8 5G เป็นรุ่นแรกของค่ายที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ realme UI 2.0 เวอร์ชันใหม่ บนพื้นฐานของ Android 11 กับดีไซน์หน้า User Interface ที่เรียบหรู และดูสบายตามากขึ้น


โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่องมาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB และรองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card (realme 8 รองรับสูงสุดที่ขนาด 256GB | realme 8 5G รองรับสูงสุดที่ขนาด 1TB)


สำหรับ realme 8 5G รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G แบบ Dual-Mode (SA/NA) พร้อมการสแตนด์บายได้ทั้งสองซิมการ์ดแบบ Dual 5G SIM ซึ่งสามารถใช้งานได้ทันทีหลังแกะกล่อง


พร้อมโหมดประหยัดพลังงานขณะใช้งาน 5G ด้วยฟังก์ชัน Smart 5G


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่าง ๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่าง ๆ


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover หน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงจากการค้นหาของผู้ใช้


สามารถเข้าสู่เข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ เพื่อปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกภาพพื้นหลัง, รูปแบบไอคอน, Layout, Widget และเอฟเฟ็กเวลาเปลี่ยนหน้าจอได้ เพียงใช้สองนิ้วรูดเข้าหากันในแนวทแยง


และเมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้น ๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Close all ที่ด้านล่าง


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร พร้อมรองรับฟังก์ชัน Eye Comfort สำหรับลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ


รวมถึงรองรับ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ และยังเลือกให้แอปพลิเคชันจาก Third-Party แสดงผลพื้นหลังเป็นสีดำได้อีกด้วย โดยในเบื้องต้นยังเป็นแบบ Beta อยู่


และยังรองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces


เลือกปรับโทนสีของหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ Vivid และ Gentle


สำหรับ realme 8 5G สามารถเลือกใช้งานค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 90Hz (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60Hz) โดยจะช่วยให้การใช้งานต่าง ๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60Hz


สามารถเลือกให้แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ (Full Screen) ได้


สามารถปรับเปลี่ยนธีม (Theme) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ


พร้อมดาวน์โหลดธีม, ภาพพื้นหลัง และรูปบบตัวอักษมาใช้งานเพิ่มเติมได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store


และสามารถเลือกปรับตั้งค่าธีม, ภาพพื้นหลัง, รูปแบบไอคอน, App layout, เอฟเฟ็กขณะสแกนลายนิ้วมือ, สี, รูปแบบตัวอักษร พร้อมขนาดตัวอักษร และNotification drawer ในทีเดียวได้ที่เมนู Personalizations


realme 8 5G ยังรองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC


รวมถึงฟังก์ชัน Android Beam สำหรับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC โดยการนำตัวเครื่องทั้ง 2 มาแตะกันอีกด้วย


สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


สามารถเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่าง ๆ เพื่อสั่งการ


ฟังก์ชัน Gesture & motions ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน, การรับสายอัตโนมัติ, การสลับจากลำโพงภายนอก มาเป็นลำโพงสำหรับสนทนาเมื่อนำมือถือมาแนบที่ใบหู และการคว่ำตัวเครื่องเพื่อปิดเสียงสายโทรเข้า


รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่าง ๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้


บันทึกหน้าจอได้อย่างงายดาย เพียงใช้ 3 นิ้วลากจากด้านบนลงมา หรือกดปุ่มลดเสียง กับปุ่ม Power พร้อมกัน


โดยที่สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


รองรับฟังก์ชัน Screen recording ในการบันทึกหน้าจอแบบวิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p


สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้


ฟังก์ชัน Quick Return Bubble สำหรับสร้างปุ่มทางลัดเพื่อเข้าสู่เกมที่ตั้งค่าไว้


และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ


โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน พร้อมเลือกแอปพลิเคชันอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


มีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี


ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ


และรองรับฟังก์ชันสำหรับย่อหน้าจอแอปพลิเคชัน ต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่ เพื่อเปิดแอปใหม่ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องปิดแอปทั้งหมด ได้แก่ Floating window และ Mini window


นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ได้ด้วยเช่นกัน โดยกดค้างที่ปุ่ม Power ประมาณ 2 วินาที โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง


รวมถึงค้นหาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้น ๆ ได้อย่างง่ายดาย


แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา


realme 8 5G มีแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh เช่นเดียวกัน พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charging ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จ


สำหรับ realme 8 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0-100% ได้ในเวลา 65 นาที


โดยสามารถเปิดใช้งานในโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Power saving mode ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยเมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และประหยัดพลังงานขั้นสุดด้วย Super power saving mode เพื่อยืดระยะเวลาในการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น แต่แลกมากับฟังก์ชันการใช้งานระดับพื้นฐานเท่านั้น


มีโหมด High Performance เพื่อการประมวลผลในระดับสูงสุด โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง (เมื่อเปิดใช้งานจะมีสัญลักษณ์แบตเตอรี่สีเขียวที่ด้านซ้าย ถัดจากเวลา)


และรองรับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน


สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้


และรองรับฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบาย ๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง


ฟีเจอร์ App Cloner สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยบน  realme 8 5G จะมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint)


ส่วนในรุ่น realme 8 เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)


และทำงานร่วมกับการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว (บันทึกได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น)


ท่านที่ใช้งาน realme 8 | 8 5G เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Real HD Sound ด้วยระบบ Dirac 2.0 ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย (ระบบเสียง Dirac 2.0 จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)


ที่สำคัญยังรองรับฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วน ตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่าง ๆ ภายในตัวเครื่อง, Hide Apps ในการซ่อนแอปพลิเคชันที่ต้องการ, Kid Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่น ๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซนเซอร์ในเครื่องนั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 48 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 4 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


realme 8 5G มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 700 5G แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.2 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G57, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 1TB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ realme UI 2.0


มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 302,046 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 575 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,771 คะแนน


เมื่อทำการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนที่ 2,480 คะแนน


ด้านรุ่น realme 8 มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G95 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.05 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ realme UI 2.0


มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 306,953 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 536 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,676 คะแนน


และทำการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนที่ 2,586 คะแนน


realme 8 | 8 5G รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


realme 8 | 8 5G ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่าง ๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้


ใน Game Space นั้นก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, Marvel Future Fight และ A3 : Still Alive พร้อมเปิดการแสดงผลระดับสูง ที่ระดับ 60 fps ก็พบว่า realme 8 5G สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น และไม่พลาดช่วงเหตุการณ์สำคัญ ด้วยหน้าจอ 90Hz Ultra Smooth Display ที่มีค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz โดยไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก แต่ก็มีการสะสมความร้อนให้เห็นบ้าง


realme 8 5G มาพร้อมกับหน้าจอแบบ Punch-Hole Display ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 (พื้นที่การแสดงผล 90.8%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 404 ppi) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ ผสานเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอของ realme 8 5G

realme 8 5G มาพร้อมระบบกล้องหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) แบ่งออกเป็น

- กล้องหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และระยะโฟกัสที่ 4 เซนติเมตร
- กล้อง B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  ซูมที่ 2 เท่า (2x) และซูมที่ 5 เท่า (5x) โดยสามารถซูมสูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom) พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, ฟังก์ชัน AI Scene enhancement, การเพิ่มฟิลเตอร์ และการตั้งค่าอื่น ๆ เพิ่มเติม


และเปิดแถบเมนูเพิ่มเติมได้ ประกอบด้วย สัดส่วนภาพถ่าย และการตั้งเวลาถ่ายภาพ


รองรับเทคโนโลยี AI Beauty ในการปรับผิวเนียน โดยสามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0 - 100% 


โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ 0 - 100% (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60%) และทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI Beauty ในการปรับผิวเนียน


ที่สามารถใส่ฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ ได้


realme 8 5G มีโหมดถ่ายภาพกลางคืนแบบ Nightscape Mode ด้วยเทคโนโลยี engine การสังเคราะห์หลายเฟรม โดยใน 1 ชัตเตอร์จะเก็บภาพหลายเฟรมที่มีแสงในระดับต่างกัน แล้วนำมารวมเป็น 1 ภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาระดับแสงในภาพ รวมถึงจุดไฮไลท์ และรายละเอียดของภาพในที่มืด หรือที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น


พร้อมฟิลเตอร์ให้เลือกใช้ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ Modern Gold, Cyberpunk, Flamingo, Astral และ Dazzle


รองรับการถ่ายภาพแบบ Ultra Macro ในระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร


รวมถึงการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANO


และโหมด Expert การตั้งค่าต่าง ๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด


การถ่ายวิดีโอบน realme 8 5G สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ Full HD 1080p (30 fps) สามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (2x) และซูมที่ 5 เท่า (5x) โดยสามารถซูมสูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom) และรองรับการโหมดป้องกันการสั่นไหวแบบ Ultra Steady Video


พร้อมใส่ฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ ได้


รวมถึงโหมด AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ โดยสามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0 - 100%


รองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE และฟังก์ชัน SLO-MO


ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าของ realme 8 5G ฝังบนหน้าจอ (In-Display Selfie) ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง f2.0


โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ได้แก่ เปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR, การเพิ่มฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ , การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการตั้งค่าอื่น ๆ เพิ่มเติม


และเปิดแถบเมนูสำหรับเลือกสัดส่วนภาพถ่ายได้


กล้องหน้าของ realme 8 5G รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งแต่ละส่วนบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ซึ่งสามารถเลือกระดับได้ตั้งแต่ 0-100% (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 30%)


สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ 0 - 100% (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60%)


พร้อมเพิ่มฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ


และทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับแต่งโครงสร้างบนใบหน้าได้อย่างอิสระ


รวมถึงการถ่ายเซลฟี่มุมกว้างในโหมด PANO


และรองรับการเซลฟี่ในเวลากลางคืนด้วยโหมด Night พร้อมฟีเจอร์ Full Light


สำหรับการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ realme 8 5G รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p (30 fps) พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Ultra Steady Video


และโหมด AI Beauty ในการปรับค่าผิวให้ดูเนียนสวยขึ้น ตั้งแต่ระดับ 0 - 100%


พร้อมใส่ฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ


รวมถึงรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) ความละเอียดระดับ 48+2+2 ล้านพิกเซล ของ realme 8 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra Macro


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night พร้อมฟิลเตอร์แบบ Modern Gold


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night พร้อมฟิลเตอร์แบบ Cyberpunk


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night พร้อมฟิลเตอร์แบบ Flamingo


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night พร้อมฟิลเตอร์แบบ Astral


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night พร้อมฟิลเตอร์แบบ Dazzle


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night พร้อมฟิลเตอร์แบบ Astral


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ realme 8 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


สรุปผลการทดสอบของ realme 8 5G

จากที่มีโอกาสได้ใช้งาน realme 8 5G แบบครบทุกฟังก์ชันมาในระยะหนึ่ง ก็พอจะกล่าวได้ว่า realme 8 5G เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟน 5G รุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ในงบไม่เกิน 10,000 บาท ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G แบบ Dual-Mode (SA/NSA) และการสแตนด์บายแบบ 5G DSDS (5G Dual SIM & Dual Standby) โดยสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง (ต้องติดต่อเปิดการใช้งานเครือข่าย 5G กับทางผู้ให้บริการเครือข่ายก่อน) จากการใช้งานชิปเซ็ตอย่าง MediaTek Dimensity 700 5G ที่ผลิตบนเทคโนโลยีระดับ 7nm ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผล 2.2 GHz และรองรับโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Smart 5G Power Saving ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานตลอดทั้งวัน โดยมีแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 18W Fast Charging มาช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้รวดเร็วทันใจ และหากต้องการใช้งานแบบในโหมดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่อง realme 8 5G ก็มีโหมด High Performance ให้ใช้งานด้วย สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่าง ๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง โดยทำงานร่วมกับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB ซึ่งสามารถใช้งานแบบ Multi-Task ได้แบบสบาย ๆ พร้อมหน่วยความจำ ROM แบบ UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่รองรับการเพิ่ม microSD Card ได้สูงสุดที่ขนาด 1TB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้อย่างเต็มที่

realme 8 5G ยังเด่นที่หน้าจอ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 404 ppi) ในอัตราส่วนแบบ 20:9 จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงได้อย่างเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ พร้อมรองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม รวมถึงมีค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ซึ่งช่วยให้การแสดงผลมีความลื่นไหล พร้อมเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์เกมเมอร์ตัวจริง บนการดีไซน์ตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 8.5 มิลลิเมตร พร้อมฝาหลังเงางาม ไล่เฉดสี สะท้อนเล่นกับแสงในมุมต่าง ๆ เป็นริ้วแบบ Dynamic Speed Light อีกทั้งมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint) ที่ทำงานร่วมกับระบบสแกนใบหน้า (Facial Unlock)

 

ด้านการถ่ายภาพ realme 8 5G มาพร้อมกล้องถ่ายภาพที่ด้านหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) ได้แก่กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง B&W Portrait และ Macro ที่รองรับโหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48MP, Nightscape Mode สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน พร้อมฟิลเตอร์ 5 รูปแบบ, โหมด Ultra Macro สำหรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุด 4 เซนติเมตร, เทคโนโลยี AI Beauty และระบบกันสั่นสำหรับการถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Steady Video โดยมีกล้องหน้าความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซลฝังอยู่บนจอ ที่รองรับเทคโนโลยี AI Face Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถเลือกปรับได้ทุกส่วน, โหมด Portrait, โหมด Super Night พร้อม Selfie Fill Light สำหรับถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อย หรือเวลากลางคืน และระบบป้องกันการสั่นไหวสำหรับวิดีโอแบบ Ultra Steady เหมือนกล้องหลัง

realme 8 5G มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ถูกครอบทับด้วย realme UI 2.0 เวอร์ชันล่าสุดเป็นรุ่นแรกของค่าย โดยมากับ User Interface ดีไซน์เรียบหรูสบายตา ที่ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอนแอปพลิเคชันได้ตามที่ต้องการ และมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Dark Mode ในการปรับการแสดงผลพื้นหลังหน้าจอให้เป็นสีดำสำหรับใช้งานในที่มืดได้อย่างสบายตา นอกจากนี้ยังตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยฟีเจอร์เอาใจเกมเมอร์อย่าง Game Assistant ที่ ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือนต่าง ๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ขณะเล่นเกม พร้อมกับฟีเจอร์ Graphics Acceleration ในการรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหล รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการหน่วงขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรองรับการเล่นเกมที่มีภาพกราฟิกแบบ 3 มิติ พร้อมเปิดการแสดงผลในระดับสูง หรือแบบ 60 fps ได้ค่อนข้างลื่นไหล เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้ในระดับที่น่าพอใจอยู่ไม่น้อย

 

สำหรับ realme 8 5G เปิดราคาจำหน่ายอย่างทางการในประเทศไทยที่ 9,999 บาท กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีฟ้า (Supersonic Blue) และสีดำ (Supersonic Black)

ส่วนอีกรุ่นอย่าง realme 8 นั้นเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 8,999 บาท กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีเงิน (Cyber Silver) และสีดำ (Cyber Black)

 

ท่านใดที่สนใจก็สามารถสั่งจอง (Pre-Order) ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป โดยผู้ที่สั่งจอง realme 8 Series จะได้รับ E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ปี พร้อม realme Smart Scale รวมมูลค่า 4,499 บาทฟรี

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นราคาพิเศษจากผู้ให้บริการเครือข่าย โดย realme 8 5G มีราคาเริ่มต้นเพียง 2,489 บาท (AIS, TrueMove H และ dtac) และ realme 8 มีราคาเริ่มต้นเพียง 2,989 บาท (AIS)

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme 8 และ realme 8 5G มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน และขอขอบคุณสถานที่สวย ๆ ของร้านลาภปาก (Laappaak Dining room) สำหรับวันนี้ทางทีมงานต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 

 

จุดเด่นของ realme 8 5G

- ดีไซน์ตัวเครื่องแบบ Dynamic Speed Light ด้วยเทคนิคการทำสีแบบ Indium Plating ซึ่งมีความเงางามเป็นพิเศษ พร้อมกระบวนการทำลวดลายแบบ Lenticular Pattern 
- หน้าจอแสดงผลแบบ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 404 ppi) ในอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 20:9 พร้อมพื้นที่แสดงผล 90.5%, ความสว่างสูงสุด 600 nits, ค่า Refresh Rate ที่ระดับ 90Hz และค่า Touch Sampling Rate ที่ระดับ 180Hz 
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock)
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 700 5G (Octa-Core) ความเร็ว 2.2 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G57
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ขนาด 128GB
- รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card ได้สูงสุดที่ขนาด 1TB
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 18W Fast Charge (9V/2A), ฟังก์ชัน Freeze Mode และฟังก์ชัน Sleep Standby Optimization
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 2.0 เป็นรุ่นแรกของค่าย

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) ประกอบด้วย

> กล้องหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
> กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และระยะโฟกัสที่ 4 เซนติเมตร
> กล้อง B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

โดยรองรับ Nightscape Mode พร้อมฟิลเตอร์ 5 รูปแบบ, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48MP, โหมด Ultra Macro สำหรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุด 4 เซนติเมตร, เทคโนโลยี AI Beauty, รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 1080P FHD (30fps) และระบบกันสั่นสำหรับการถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Steady (UIS/UIS Max)

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนจอ (In-Display Selfie) ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f2.1, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, เทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ, โหมด Portrait ในการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และการถ่ายวิดีโอพร้อมระบบกันสั่นแบบ Ultra Steady (UIS)

- ระบบเสียง Real HD Sound และ Dirac 2.0
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 5G NR (SA/NSA), Wi-Fi 2.4/5GHz, 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการสแตนด์บายแบบ 5G DSDS (5G Dual SIM & Dual Standby)
- ฟังก์ชัน Smart 5G Power Saving ที่ช่วยสลับการใช้งานระบบ 4G กับ 5G โดยอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงาน
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) พร้อมถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot
- รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.1 และ NFC
- รองรับการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Beidou, Galileo, QZSS และ Glonass
- พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ฟังก์ชัน App Lock, Hide Apps และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kid Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่น ๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่าง ๆ
- การใช้งาน Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้เป็นสีดำ
- โหมด Focus สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก
- Multi-user สามารถสลับการใช้งานจากผู้ใช้หลายคนได้ โดยข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ จะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่าง ๆ  รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่น ๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ราคา 9,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดเด่นของ realme 8

- ดีไซน์ตัวเครื่องแบบ Infinite Bold ด้วยฝาหลังลวดลายแบบแยกส่วน ที่มีความเงางาม และสะท้อนแสงแบบโฮโลแกรม
- ระบบระบายความร้อนแบบ Copper Liquid Cooling 
- หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 409 PPI) ในอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 20:9 พร้อมรองรับค่า Touch Sampling Rate ที่ระดับ 180Hz, พื้นที่แสดงผล 90.8% และความสว่างสูงสุด 1000 nits
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock)
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G95 (Octa-Core) ความเร็ว 2.05 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ขนาด 128GB
- รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card ได้สูงสุดที่ขนาด 256GB
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 30W Dart Charge (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0-100% ได้ในเวลา 65 นาที พร้อมฟังก์ชัน Super Power Saving และ App Quick Freeze
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 2.0 เป็นรุ่นแรกของค่าย

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

> กล้องหลัก (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.79, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
> กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.25, มุมรับภาพ 119 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ 
> กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และระยะโฟกัสที่ 4 เซนติเมตร
> กล้อง B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

โดยรองรับ Tilt-shift Mode โหมดการถ่ายภาพแบบจำลอง ด้วยเอฟเฟกต์การเบลอภาพในบางส่วน พร้อม Starry Mode สำหรับถ่ายภาพดวงดาวในเวลากลางคืน, Nightscape Mode  สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน พร้อมฟิลเตอร์ 5 รูปแบบ, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 64MP และเอฟเฟกต์การถ่ายภาพ Portrait ทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Neon Portrait, Dynamic Bokeh และ AI Color Portrait ไปจนถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K (30 fps) พร้อมโหมดกันสั่น Ultra Steady (UIS/UIS Max), รองรับการบันทึกวิดีโอจากทั้งกล้องหน้า-หลังในเวลาเดียวกันแบบ Dual-view Video รวมไปถึงโหมด Cinematic

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนจอ (In-Display Selfie) ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX471, รูรับแสงขนาด f2.45, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, เทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ, โหมด Portrait ในการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และการถ่ายวิดีโอพร้อมระบบกันสั่นแบบ Ultra Steady (UIS)

- ระบบเสียง Real HD Sound และ Dirac 2.0 พร้อมรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูง (Hi-Res)
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 2.4/5GHz, 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการสแตนด์บายแบบ 4G Dual LTE
- รองรับการใช้งานระบบซิมคู่ (2 ซิมการ์ด : Dual nanoSIM) พร้อมถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot
- รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.1
- รองรับการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Beidou และ Galileo
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- การใช้งาน Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้เป็นสีดำ
- ฟังก์ชัน App Lock, Hide Apps และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kid Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่น ๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่าง ๆ
- โหมด Focus สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก
- Multi-user สามารถสลับการใช้งานจากผู้ใช้หลายคนได้ โดยข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ จะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่าง ๆ  รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่น ๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ราคา 8,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme 8 5G

- หน้าจอยังไม่ใช่เทคโนโลยี AMOLED
- ลำโพงเสียงเป็นแบบเดี่ยว
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อนเมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ไม่มีกล้องถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide)
- ไม่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme 8

- ไม่รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G
- หน้าจอมีค่า Refresh Rate ระดับมาตรฐานที่ 60Hz
- ลำโพงเสียงเป็นแบบเดี่ยว
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อนเมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 


 

วันที่ : 23/04/2021