หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 12/10/2564

ทำไม iPhone ถึงยังยึดติดกับพอร์ต Lightning ?


ใครที่ติดตามข่าวสารวงการไอทีคงจะทราบเกี่ยวกับการที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎหมายควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ใช้พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C เป็นมาตรฐานเดียวกัน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ซึ่งยังคงใช้พอร์ต Lightning กับ iPhone ของตัวเองเสมอมา และไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนง่ายๆ ทั้งที่ USB Type-C นั้นมีคุณสมบัติเหนือกว่า Lightning ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรองรับกำลังไฟที่สูงกว่า, อัตราการโอนถ่ายข้อมูลที่เร็วกว่าเกือบ 2 เท่า อีกทั้งยังเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างแพร่หลาย

แน่นอนว่าความดื้อดึงนี้ทำให้ Apple ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่เพราะเหตุใด Apple ถึง พยายามต่อต้านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างสุดความสามารถ? คำตอบอาจจะอยู่ในเหตุผล 5 ข้อต่อไปนี้ครับ

 

1. Apple ไม่ต้องการสร้างขยะ (?)

Apple ได้นำพอร์ต Lightning มาใช้ครั้งแรกใน iPhone 5 ที่เปิดตัวเมื่อปี 2012 ตลอดเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมา Apple ได้จำหน่าย iPhone และอุปกรณ์อื่นในเครือที่ใช้พอร์ต Lightning ไปแล้วนับพันล้านชิ้น ซึ่งอุปกรณ์แต่ละรุ่นก็มีแอคเซสซอรีของตัวเองมากมาย ทั้งที่จำหน่ายโดย Apple เอง และจากแบรนด์ third-party ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง EarPods, สายชาร์จ, แท่นชาร์จ และอีกสารพัด การเปลี่ยนไปใช้พอร์ต USB Type-C แบบทันทีทันใด จะทำให้อุปกรณ์เสริมนับพันล้านชิ้นเหล่านี้ กลายเป็นขยะทันที และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ Apple พยายามจะยื้อพอร์ต Lightning เอาไว้

 

2. Apple ไม่สนเทรนด์ภายนอกอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา Apple มักจะเป็นผู้ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแบบรอยบาก (iPhone X), การตัดช่องหูฟังออก (iPhone 7) หรือการเลิกแถมหัวชาร์จมาให้ในกล่อง (iPhone 12) ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็นำพาเสียงวิพากษ์วิจารณ์เข้ามามากมาย เป็นตัวอย่างที่ดีว่า Apple จะไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวงการ หรือเพราะ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” แม้จะต้องถูกวิจารณ์ก็ตาม แต่จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่หนักแน่นพอเท่านั้น 

สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากพอร์ต 30-pin ไปเป็น Lightning นั้น Apple มองเห็นข้อดีหลายอย่าง โดยหนึ่งในผู้บริหารอย่าง Phil Schiller ได้อธิบายไว้ในเวลานั้นว่า การเปลี่ยนไปใช้พอร์ต Lightning จะทำให้ iPhone มีขนาดที่บางลงกว่าเดิม อีกทั้งยังทนทานกว่า และยังเสียบได้ 2 ด้าน ต่างจาก 30-pin เดิม หรือคู่แข่งอย่าง micro-USB ในขณะนั้น ที่ต้องหันให้ถูกด้านถึงจะเสียบได้ ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น และเปิดทางไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่ง Apple ได้ชั่งน้ำหนักแล้วว่าควรค่าที่จะเปลี่ยนจริงๆ

การเปลี่ยนเป็น USB Type-C ก็เช่นกัน หากการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้การชาร์จดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (ตามมุมมองของ Apple) Apple ก็คงจะยังใช้พอร์ต Lightning นี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

3. ควบคุมมาตรฐานได้ง่ายกว่า

การที่ Apple มีมาตรฐานพอร์ตชาร์จของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ Apple สามารถควบคุมมาตรฐานได้ง่ายเมื่อต้องขายลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมแบรนด์ต่างๆ และสามารถการันตีได้ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะใช้งานร่วมกับ iPhone ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจริงๆ

ในทางกลับกัน หาก Apple ยอมทิ้ง Lightning แล้วเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานสากลอย่างพอร์ต USB Type-C Apple จะไม่สามารถกำหนดมาตรฐานอะไรได้เลยเพราะไม่ใช่นวัตกรรมของตนเอง แถมยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่อุตสาหกรรมเป็นผู้กำหนดด้วย

อย่างไรก็ตาม การสูญเสียสถานะผู้กำหนดมาตรฐานอาจจะไม่สำคัญเท่ากับอีกสิ่งหนึ่งที่จะตามมา นั่นคือ...

 

4. กลัวเสียรายได้จากลิขสิทธิ์พอร์ต Lightning และการขายอุปกรณ์เสริม

การที่เทคโนโลยี Lightning เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple แต่เพียงผู้เดียว ทำให้ Apple สามารถขายสิทธิ์ในการใช้พอร์ต Lightning ทั้งตัวผู้และตัวเมียให้แก่ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมได้ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด Apple จะเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ 4 ดอลลาร์ หรือประมาณ 130 บาทต่อพอร์ต Lightning 1 พอร์ตบนอุปกรณ์นั้นๆ ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากสำหรับบางคน แต่เมื่อรวมกันแล้วก็เป็นเม็ดเงินที่มหาศาลอยู่ น่าเสียดายที่ Apple ไม่ได้เปิดเผยยอดขายอุปกรณ์เสริมในหมวด Lightning ที่ชัดเจน แต่เราสามารถลองคำนวณดูคร่าวๆ ได้ ดังนี้ :

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา iPhone 12 Series ทำยอดขายได้ 100 ล้านเครื่อง (ข้อมูลจาก Counterpoint)  

หากมีลูกค้า 5 ใน 10 คน เลือกที่จะซื้ออแดปเตอร์ชาร์จเพิ่ม จะมียอดขายอแดปเตอร์ 50 ล้านชิ้น (อีก 5 คนอาจจะซื้อของ Apple หรือมีอยู่แล้ว หรือซื้อ MagSafe)

หากครึ่งหนึ่งของอแดปเตอร์เหล่านี้เป็นแบรนด์ third-party จะคิดเป็น 25 ล้านชิ้น

หาก Apple ได้ค่าลิขสิทธิ์ 4 ดอลลาร์ต่อชิ้น หมายความว่า Apple จะได้ค่าลิขสิทธิ์ 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.3 พันล้านบาท

รายได้นี้คิดจากยอดขาย iPhone 12 Series ในระยะเวลา 7 เดือนเท่านั้น ไม่รวมรุ่นอื่นๆ และเป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้อีกหลายเท่า ซึ่งแน่นอนว่ารายได้ส่วนนี้จะหายไปหากเปลี่ยนไปใช้พอร์ต USB Type-C ข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดที่ทำให้ Apple ยังคงกอดพอร์ต Lightning เอาไว้ แม้จะถูกสหภาพยุโรปกดดันอย่างหนักก็ตาม

นอกจากเรื่องค่าลิขสิทธิ์แล้ว การใช้ USB Type-C อาจทำให้ Apple เสียรายได้จากลูกค้าที่ย้ายมาจากฝั่ง Android ด้วย หากพวกเขาเหล่านี้ย้ายมาใช้ iPhone ก็สามารถใช้อุปกรณ์ชาร์จของเดิมจากฝั่ง Android ได้เลย ส่วนในกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ใช้ของเกรด A อยู่แล้ว ก็อาจจะเลือกใช้ของเดิมต่อไปโดยไม่ซื้อของใหม่จาก Apple เพราะมีคุณภาพพอๆ กัน และใช้ได้เหมือนกัน ทำให้ Apple เสียโอกาสที่จะขายอุปกรณ์ชาร์จของตัวเองไป

 

5. Apple อาจมีเป้าหมายไกลกว่า นั่นคือ “ไร้พอร์ต”

ระยะหลังมานี้ มีข่าวลือว่า Apple กำลังพัฒนา iPhone ที่ไม่มีพอร์ตชาร์จอยู่ โดยอาจจะชาร์จแบตเตอรี่ผ่านระบบ MagSafe แทน หากทำสำเร็จ จะสาย Lightning หรือ USB Type-C ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะมันไม่มีพอร์ตให้เสียบแล้วนั่นเอง

หากข่าวลือดังกล่าวเป็นความจริง เป็นไปได้ว่า Apple ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนจากพอร์ต Lightning ไปเป็นไร้พอร์ตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้อยู่แล้ว หากเปลี่ยนไปใช้ USB Type-C ตอนนี้ ก็จะกระชั้นชิดกับจังหวะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคไร้พอร์ตเกินไป

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยี MagSafe ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะมาแทนการชาร์จด้วยสายได้ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการชาร์จที่ด้อยกว่า และความสะดวกที่ไม่ได้มากขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่ การเข็น iPhone ไร้พอร์ตออกมาตอนนี้จึงไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไหร่ และน่าจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ทุกอย่างจะพร้อมสำหรับยุคไร้พอร์ตจริงๆ

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ของทีมงาน Thaimobilecenter โดยอาศัยข้อมูลจากหลายๆ แหล่งเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่ Apple ยังคงใช้พอร์ต Lightning กับ iPhone อยู่ คงมีเพียง Apple เองเท่านั้นที่รู้ ส่วนในอนาคต Apple จะตอบสนองต่อร่างกฎหมายฉบับใหม่อย่างไร ก็ต้องรอดูกันครับ

 

 

แหล่งอ้างอิง

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 12/10/2564

 




Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy