หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 1/4/2564

เมื่อมือถือจีน ไม่ใช่มือถือราคาถูกอีกต่อไป


ภาพจำของ “มือถือจีน” ของใครหลายคน น่าจะนึกถึงมือถือที่มีสเปกจัดเต็มในราคาถูกเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับมือถือจากแบรนด์ประเทศอื่น ๆ แต่หากเราลองย้อนกลับมาดูตลาดมือถือในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มือถือจีนไม่ใช่ราคาถูกอีกต่อไป แต่กลับมีราคาวางจำหน่ายที่ใกล้เคียง หรือในบางครั้งก็มีราคาสูงกว่าแบรนด์มือถือรายใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดเป็นที่เรียบร้อย แต่เพราะเหตุใด ทำไมมือถือจีนถึงมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ? เรื่องนี้มีคำตอบครับ

 

กลยุทธ์การตลาดที่เปลี่ยนไป

กลยุทธ์ในช่วงแรกของแบรนด์สมาร์ทโฟนจากจีนที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ คือ การออกมือถือที่มีสเปกโหดในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ ซึ่งปัจจัยหลักที่ช่วยให้ราคาวางจำหน่ายลดลงได้นั้นก็เป็นผลมาจาก การตลาดที่ใช้งบน้อย แต่ได้ผลตรงกลุ่มเป้าหมาย เน้นกระจายข้อมูลผลิตภัณฑ์ รวมถึงแบรนด์ตนเองในรูปแบบปากต่อปาก

 

ยกตัวอย่างเช่น OnePlus ในช่วงแรก ที่เปิดตัวมือถือ OnePlus One ซึ่งมาพร้อมกับสเปกระดับ Flagship ในราคาถูกกว่าครึ่ง โดย OnePlus เลือกกลยุทธ์โปรโมทผลิตภัณฑ์ตัวนี้ด้วยระบบการขายแบบออนไลน์ที่จำเป็นต้องมี “Invite” ซึ่งผู้ที่ต้องการสั่งซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการ “เชิญ” หรือต้องมี “บัตรเชิญ” เสียก่อน จึงจะมีสิทธิในการเป็นเจ้าของมือถือเครื่องนี้ 

สาเหตุที่ OnePlus เลือกใช้ระบบ Invite ในการขายมือถือ ก็เป็นผลมาจากการที่ OnePlus ยังเป็นน้องใหม่บนท้องตลาด วางขายเฉพาะออนไลน์ แถมไม่มีหน้าร้านเป็นของตนเอง การสต็อกของจำนวนมากดูจะเป็นความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง ซึ่งการสร้างระบบ Invite ขึ้นมา ก็เพื่อช่วยให้ OnePlus สามารถประเมินได้ว่า ควรผลิตสมาร์ทโฟนออกมาในจำนวนเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้มีสินค้าคงเหลือมากจนเกินไป

 

บัตรเชิญของ OnePlus ก็ดูเหมือนจะหาได้ยาก และไม่ยากในเวลาเดียวกัน เพราะวิธีการแจกบัตรเชิญของ OnePlus จะมีด้วยกัน 2 แบบ ในกรณีแรก ผู้ใช้จะต้องร่วมกิจกรรมกับ OnePlus เพื่อลุ้นรับ Invite ส่วนในกรณีที่สอง ผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่อง OnePlus One แล้ว จะมีสิทธิในการส่ง Invite ไปให้คนอื่นอีก 3 คน เพื่อนำไปซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว และแม้ว่าเราจะมี Invite แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถซื้อได้แบบง่าย ๆ เพราะ OnePlus จะทำการส่งเครื่องไปในประเทศที่กำหนด และผู้ที่ทำการสั่งซื้อต้องกรอกที่อยู่ และบัตรเครดิตของคนประเทศนั้น ๆ ด้วย ซึ่งหมายความว่า หากเราทำการสั่งซื้อจากประเทศไทย ก็จำเป็นต้องฝากให้คนอื่นที่อยู่ในประเทศที่ OnePlus กำหนดสั่งให้ และทำการส่งตัวเครื่องมาให้เราที่อยู่ประเทศไทยอีกทีหนึ่ง

แม้จะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยาก และอาจทำให้ลูกค้าหลายคนถอดใจไปก่อน แต่ต้องยอมรับว่า วิธีโปรโมทของ OnePlus ได้ผลเป็นอย่างมาก เพราะหลังจาก OnePlus One เปิดตัวมาได้ 1 ปี ก็สามารถทำยอดขายไปได้มากกว่า 1 ล้านเครื่องแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงสำหรับแบรนด์ที่เพิ่งบุกตลาดสมาร์ทโฟนด้วยมือถือเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น

 

หรือจะเป็นในกรณีของ Xiaomi ที่แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้ผลิตสมาร์ทโฟน แต่เน้นการพัฒนา Custom ROM ในชื่อ MIUI ที่ขึ้นชื่อด้านความลื่นไหล และลูกเล่นที่เยอะกว่า Stock Android เป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังเป็น Custom ROM ที่ฟรี และมีการปล่อยอัปเดตกันทุกอาทิตย์

หลังจากที่สั่งสมชื่อเสียงกับ MIUI จนได้ที่ Xiaomi ก็ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนด้วยมือถือ Mi-One ที่อัดสเปกมาให้ระดับท็อป กับราคาขายแค่ราว ๆ 1,999 หยวนเท่านั้น ซึ่ง Xiaomi ก็เลือกวิธีการวางจำหน่ายมือถือรุ่นนี้แบบเป็นล็อต ๆ เน้นขายล็อตใหญ่ทีละช่วง ไม่มีการขายปลีกตามหน้าร้าน โดยมือถือล็อตแรกที่ Xaiomi วางจำหน่าย สามารถทำยอดขาย 150,000 เครื่องได้ในเวลาไม่ถึง 13 นาที

 

ในส่วนของการตลาด Xiaomi เลือกวิธีโปรโมทแบบเน้นทำไวรัล เพื่อให้เกิดกระแสพูดถึงบนสื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่ของจีนอย่าง Weibo ยกตัวอย่างเช่น การขึ้นไปยืนบนกล่องสมาร์ทโฟนเพื่อโชว์ถึงความแข็งแกร่ง, การนำมือถือไปวางไว้กับพื้นแล้วให้คนมาเหยียบ หรือการเอามือถือไปทุบลูกวอลนัทแข็ง ๆ จนแตกเป็นเสี่ยง ๆ แม้จะดูเป็นการโปรโมทที่แปลก ๆ แต่ต้องยอมรับว่า ดึงความสนใจจากคนได้มากเลยทีเดียว

หลังจากที่แบรนด์มือถือจีนสั่งสมชื่อเสียงมาพอสมควร ก็ถึงเวลาที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้น เพื่อจับกลุ่มผู้ใช้ประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม แต่การเติบโตในครั้งนี้ก็ส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย เพราะครั้นจะใช้กลยุทธ์บุกตลาดแบบเดิม ๆ ในตลาดโลก ก็อาจไม่เพียงพอต่อการต่อสู้ต่อแบรนด์ใหญ่ที่มีความเพรียบพร้อม และมีรากฐานที่มั่นคง

 

ดังนั้น แบรนด์มือถือจีนจึงสร้างหน้าร้าน (Store) เป็นของตนเอง, เพิ่มพนักงานเพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น, พัฒนา ROM แบบ Global เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศที่เข้าไปวางจำหน่าย, พัฒนาสเปกโดยรวมให้เทียบชั้น หรือล้ำกว่าแบรนด์อื่น, ทำแคมเปญการตลาด, เพิ่มบริการหลังการขาย ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์เสริม และระบบ Ecosystem ให้แข็งแกร่ง เพื่อผลักดันให้แบรนด์ของตนเองไม่ใช่แบรนด์มือถือจีนที่เน้นความหวือหวา แต่เป็นแบรนด์ที่มั่นคง ผู้ใช้ นักลงทุน สามารถเชื่อถือ ไว้วางใจต่อประสิทธิภาพ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้แบรนด์มือถือของตนเองสามารถก้าวขึ้นไปยืนหยัดอยู่ในแนวหน้าของวงการมือถือ ซึ่งปัจจัยด้านต้นทุนต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตขึ้นนี้เอง ที่ส่งผลต่อราคาวางจำหน่ายโดยตรง ทำให้เราเห็นมือถือจีนที่บุกตลาดระดับโลก มีราคาวางจำหน่ายที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับมือถือรุ่นก่อน ๆ

 

ฮาร์ดแวร์ที่มีราคาสูงขึ้น

นอกจากกลยุทธ์บุกตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อีกหนึ่งสิ่งที่ผลักดันให้ราคาวางจำหน่ายมือถือจีนให้สูงขึ้นก็คือ ฮาร์ดแวร์ เพราะในช่วงแรกแบรนด์มือถือจีนมักจะมีการปรับลดสเปกบางอย่างเพื่อให้ราคาวางจำหน่ายถูกกว่าคู่แข่ง ยกตัวอย่างเช่น ใช้พอร์ต USB เจนเก่า, บอดี้ที่ไม่ใช่กระจก, ไม่มีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น, ไม่มีชาร์จไร้สาย เป็นต้น แต่หลังจากที่แบรนด์เติบโต และบุกตลาดระดับโลก ก็อาจทำจำเป็นต้องปรับสเปกโดยรวมให้จัดเต็มแบบไม่กั๊ก เพื่อให้ทัดเทียมกับแบรนด์ใหญ่บนท้องตลาด

อย่างไรก็ตาม ราคามือถือจีนที่สูงขึ้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากสเปกที่ถูกเพิ่มเข้ามา แต่กลับเป็นทางฝั่งซัพพลายเออร์ที่ผลักราคาให้สูงขึ้นไปอีก กรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับแบรนด์ผู้ผลิตชิปเซ็ตอย่าง Qualcomm ที่ได้เปิดตัวชิปเซ็ตระดับเรือธงอย่าง Snapdragon 865 และมีการนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในปี 2020 แต่จุดที่น่าสังเกตก็คือ มือถือที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่นดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่มือถือแบรนด์จีน ต่างมีราคาวางจำหน่ายที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากชิปเซ็ต Snapdragon 865 จำเป็นต้องทำงานร่วมกับชิปโมเด็มแยกที่มีชื่อว่า Snapdragon X55 เพื่อรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G เท่ากับว่า หากแบรนด์ผู้ผลิตต้องการให้มือถือรุ่นนี้ใช้ 5G ได้ ก็จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง

 

แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะมีการเปิดเผยออกมาจากสื่อต่างประเทศ ArsTechnica ซึ่งะรบุว่า หากใช้ชิปเซ็ตโมเด็ม Snapdragon X55 เพียงอย่างเดียว จะใช้ 5G ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากชิปรุ่นดังกล่าวรองรับช่วงความถี่ sub-6 GHz เท่านั้น เท่ากับว่าหากแบรนด์ผู้ผลิตต้องการให้มือถือรองรับคลื่น 5G ช่วงความถี่ mmWave ที่เปิดให้บริการในหลายประเทศ จำเป็นต้องซื้อเสารับสัญญาณ (RF) QTM525 หรือ QTM527 จาก Qualcomm ด้วย ซึ่งมีการประเมินว่า ค่าใช้จ่ายตรงนี้มีผลให้สมาร์ทโฟนมีราคาวางจำหน่ายสูงขึ้นถึง 200-300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,300 - 9,500 บาทเลยทีเดียว

จริง ๆ แล้ว ราคามือถือไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่เพียงเพราะชิป Snapdragon 865 เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น เพราะมีรายงานมาโดยตลอดว่า แบรนด์ผู้ผลิตจำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มให้ Qualcomm นอกเหนือจากค่าชิปเซ็ต เช่น ในรุ่นชิป Snapdragon 845 ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิให้ Qualcomm เป็นเม็ดเงินราว ๆ 1,400 บาท หรือ Snapdragon 855 และ 855+ ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มราว ๆ 1,700 บาท เป็นต้น ประเด็นดังกล่าว ซีอีโอ ของ Xiaomi อย่าง Lei Jun ก็ได้ออกมายอมรับด้วยตนเองว่า ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสมาร์ทโฟนของแบรนด์ตนเองโดยตรง ซึ่ง Lei Jun ให้ข้อมูลว่า ต้นทุนสูงขึ้นราว ๆ 2,200 บาท

 

นอกจากนี้ ในบางครั้งวงการมือถือยังประสบปัญหาขาดแคลนจนทำให้ราคาต้นทุนสูงขึ้นไปด้วย โดยผู้บริหารระดับสูงของ realme เคยออกมาเปิดเผยให้ทราบกันว่า สถานการณ์ชิปเซ็ตมือถือในปัจจุบันเกิดภาวะขาดตลาด เนื่องจากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อผลิตชิปเซ็ตได้อย่างเพียงพอ ซึ่งประเด็นนี้ทาง Xiaomi เคยออกมาเปิดเผยให้ทราบแล้วว่า ปัญหาด้านการขาดแคลนชิปเซ็ตไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะผู้ผลิตชิปเซ็ตจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดส่งออกไปเกือบ 30 อาทิตย์ ไม่นับรวมชิปเซ็ตอื่น ๆ อย่างเช่น Bluetooth และชิปเสียง ที่ต้องเลื่อนจัดส่งไปถึง 33 อาทิตย์ ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่แบรนด์ใดเดียว แต่ยังกระทบต่อแบรนด์อื่น ๆ ในวงกว้าง เพราะแบรนด์เหล่านี้ต้องสั่งของเพิ่มขึ้นเพื่อสต็อกเอาไว้สำหรับประกอบสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ ทำให้ราคาต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์พุ่งสูงขึ้นไปอีก

แม้ว่าราคาของมือถือแบรนด์จีนจะสูงขึ้น แต่หลาย ๆ แบรนด์ก็เลือกจะแก้ปัญหาด้วยการแตกแบรนด์ลูกที่ใช้โรงงานผลิต รวมถึงดีไซน์ตัวเครื่องโดยรวมคล้ายกับบริษัทแม่ หรือในบางครั้งก็แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำมือถือรุ่นท็อปของตนเองมาปรับเปลี่ยนสเปก และเน้นวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น ทำให้แบรนด์มือถือจีนยังคงสามารถผลิตมือถือสเปกแรงในราคาที่ถูกกว่าได้ดังเดิม

 

ยังควรซื้อมือถือจีนหรือไม่ ในยุคที่ราคาสูงขึ้น ?

หากว่ากันตามจริงแล้ว มือถือจีนยังถือว่า "น่าซื้อ" เพราะอย่างที่เรากล่าวไปว่า มือถือแบรนด์จีนหลาย ๆ แบรนด์ มีการทำตลาดในระดับโลก ทำให้มีการเข้ามาตั้งศูนย์บริการ พร้อมกับวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงมือถือแบรนด์จีนที่ชื่นชอบได้ง่ายขึ้น มีประกัน และมีบริการหลังการขายจากทางศูนย์ Official โดยตรง 

หากมองอีกมุมหนึ่ง หลายคนก็ยังคงเลือกซื้อมือถือจีนในรูปแบบเครื่องหิ้ว เนื่องจากราคาวางจำหน่ายที่มักจะถูกกว่าราคาศูนย์ หรือในบางครั้งก็เป็นรุ่นที่ทางศูนย์ไม่ได้นำเข้ามาวางจำหน่ายโดยตรง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า มือถือแบรนด์จีนที่เป็นเครื่องหิ้วจะไม่สามารถรับบริการหลังการขายจากศูนย์ประเทศไทยได้ ทำให้เราจำเป็นต้องนำส่งคืนศุนย์ในจีนเพื่อทำการซ่อมแซม หรืออาจต้องมองหาร้านหิ้วที่ไว้ใจได้ ที่มีบริการนำเครื่องส่งกลับจีน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็ถือว่าใช้เวลาไม่ใช่น้อย

สุดท้ายแล้ว มือถือรุ่นไหนจากแบรนด์ใดน่าซื้อกว่า หรือดีกว่า ทางทีมงานคงไม่สามารถตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วย หากทดลองเล่นแล้วถูกใจ สเปกโดยรวมตอบโจทย์การทำงานได้เป็นอย่างดี มีทุกอย่างที่ใช่ในราคาที่ชอบ ก็ถือว่ามือถือรุ่นนั้นเหมาะกับคุณแล้วครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง : Gizmochina, Android Community, XDA-Developers

 


วันที่ : 1/4/2564

 




Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy