หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 20/3/2568

EU กดดัน Apple ปรับ iOS ให้เปิดกว้างมากขึ้น ใกล้เคียง Android กว่าเดิม

 

Apple กำลังเผชิญกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นจาก Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งบังคับให้บริษัทต้องเปิด iOS ให้รองรับแอปจากสโตร์บุคคลที่สาม  (Third-Party App Store) และเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์จากผู้ผลิตรายอื่น

ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ (Interoperability) ที่ Apple ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะทำให้ iOS มีความคล้ายคลึงกับ Android มากกว่าที่เคย

9 ฟีเจอร์ที่ Apple ต้องเปิดให้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ภายนอก

  1. การแจ้งเตือน : อุปกรณ์เชื่อมต่อ เช่น สมาร์ทวอทช์จากแบรนด์อื่น ควรสามารถแสดงและตอบสนองต่อการแจ้งเตือนได้
  2. การประมวลผลเบื้องหลัง : อุปกรณ์เชื่อมต่อควรสามารถทำงานเบื้องหลัง เช่น อัปเดตข้อมูลสภาพอากาศได้ โดยไม่ต้องเปิดแอปตลอดเวลา
  3. สลับเสียงอัตโนมัติ : ควรสามารถสลับเสียงระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ
  4. การเชื่อมต่อ Wi-Fi อัตโนมัติ : ควรสามารถใช้ Wi-Fi เชื่อมต่อและตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่ได้
  5. การจับคู่ระยะใกล้ : อุปกรณ์ควรสามารถจับคู่กับ iPhone ได้ง่ายขึ้น
  6. Wi-Fi Direct ความเร็วสูง : อุปกรณ์ควรสามารถสร้างเครือข่าย Wi-Fi Direct เพื่อแชร์ไฟล์ขนาดใหญ่
  7. แชร์ไฟล์แบบไร้สาย : แอปแชร์ไฟล์จากบริษัทอื่น ควรเข้าถึงฟีเจอร์เดียวกับ AirDrop
  8. การแคสต์สื่อ : นักพัฒนาแอปควรสามารถสร้างโซลูชันการแคสต์ที่เป็นทางเลือกแทน AirPlay
  9. รองรับ NFC ในโหมด Reader/Writer : iPhone ควรสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอก เช่น แหวนหรือสร้อยข้อมืออัจฉริยะ เพื่อใช้ข้อมูลบัตรเครดิตได้

กำหนดเส้นตายที่ Apple ต้องปฏิบัติตาม

Apple ต้องเริ่มทดสอบบางฟีเจอร์ใน iOS Beta ภายในปี 2025 และต้อง ปล่อยให้ใช้งานจริงภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ขณะที่ฟีเจอร์อื่น ๆ อาจถูกผลักไปถึง iOS 20 และต้องดำเนินการเสร็จสิ้นภายในปี 2026

Apple ไม่พอใจ อ้างกระทบการพัฒนา

Apple แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดนี้ โดยให้แถลงการณ์ว่า "การตัดสินใจเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของเราในยุโรป และทำให้เราต้องแบ่งปันฟีเจอร์ใหม่ ๆ กับบริษัทอื่นฟรี ๆ โดยที่พวกเขาไม่ต้องปฏิบัติตามกฎเดียวกัน"

Apple มองว่าการเปิดให้ iOS ทำงานร่วมกับอุปกรณ์จากบริษัทอื่นจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ของผู้ใช้ในยุโรป แต่ก็ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย DMA และจะเจรจากับคณะกรรมาธิการยุโรปต่อไป

ทำไม iOS ถึงคล้าย Android มากขึ้น?

หลายฟีเจอร์ที่ต้องเปิดให้ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ Android มีอยู่แล้ว เช่น

  • สมาร์ทวอทช์จากแบรนด์ต่างๆ สามารถ รับการแจ้งเตือนและซิงค์ข้อมูลกับ Android ได้อิสระ
  • การแชร์ไฟล์ไร้สายผ่าน Nearby Share ใช้งานได้คล้าย AirDrop แต่ไม่จำกัดเฉพาะอุปกรณ์ของแบรนด์เดียวกัน
  • อุปกรณ์เสริมสามารถใช้ NFC ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งระบบของ Google เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ Apple Watch เป็นเสมือนจุดล็อกผู้ใช้ iPhone เนื่องจากสมาร์ทวอทช์ยี่ห้ออื่น ไม่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ภายใน iOS ได้ แต่กฎใหม่นี้อาจทำให้สมาร์ทวอทช์จากแบรนด์อื่น เช่น Samsung, Garmin หรือ Fitbit ทำงานกับ iPhone ได้ดีขึ้น

อนาคตของ iOS และผลกระทบต่อผู้ใช้

Apple ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับตัว การเปิดระบบ iOS มากขึ้นอาจเป็นผลดีต่อผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่น และอาจส่งผลต่อการพัฒนาอุปกรณ์เสริมของแบรนด์อื่นให้ใช้งานร่วมกับ iPhone ได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน iOS ก็อาจสูญเสียความเป็นตัวตนไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน สิ่งที่ต้องจับตาคือ Apple จะใช้วิธีใดในการปฏิบัติตามกฎ DMA และจะพยายามสร้างเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมเพื่อรักษาการควบคุมระบบนิเวศของตัวเองเอาไว้หลังจากนี้

 

ที่มา : Android Authority


วันที่ : 20/3/2568

Tags :
  

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy